วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลงทุนแบบผู้หญิง



ความแตกต่างในการลงทุนระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงนั้นมีการพูดถึงกันอยู่เรื่อย ๆ   ในสังคมไทยเรานั้นดูเหมือนจะมีการยอมรับกันพอสมควรว่าผู้ชายนั้นเป็นนักลงทุนที่ดีกว่าโดยมีเหตุผลหลาย ๆ  อย่าง  เช่น  ผู้ชายตัดสินใจได้  เด็ดขาด”  กว่า  ไม่  ลังเล”  แบบผู้หญิง   ผู้ชายกล้าได้กล้าเสียกว่า  ผู้ชายมีความมั่นใจในตนเองสูงกว่า   ผู้ชายฟังคนอื่นน้อยกว่า  และผู้ชายเก่งกว่าในด้านของตัวเลขข้อมูลต่าง ๆ  มากกว่า  เหล่านี้ เป็นต้น  ด้วยความคิดนี้  ประกอบกับการที่คนมองเห็นแต่  เซียนหุ้น”  ที่เป็นผู้ชายเสียเป็นส่วนใหญ่   ทำให้ การลงทุนแบบผู้หญิงนั้น  เป็นวิธีการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ  เป็นการลงทุนที่พึงหลีกเลี่ยงถ้าไม่อยากขาดทุนหรือไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน  แต่ทั้งหมดที่พูดถึงนี้เป็นความคิดของคนไทยที่โลกของการลงทุนยังถูกครอบงำโดยบุรุษเพศ

ในต่างประเทศมีการศึกษาเรื่องจิตวิทยาของผู้หญิงกับการลงทุนมากมายและพบว่าสิ่งที่คนไทยจำนวนมากอาจจะคิดนั้นไม่เป็นจริง  การลงทุนแบบ ผู้หญิงนั้น  เขาพบว่าเป็นวิธีการลงทุนที่เหนือกว่าการลงทุนแบบ ผู้ชาย”   และสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ชาย  แพ้”  นั้น  มีสาเหตุสำคัญหลาย ๆ  อย่าง  เรื่องหนึ่งก็คือ  ผู้ชายนั้นมีความมั่นใจในตนเองสูงเกินไปและสำคัญตนเองผิดว่าตนเองมีความเก่งเหนือกว่าคนอื่นโดยเฉลี่ย   นี่ทำให้ผมนึกถึงการศึกษาที่ให้คนจัดเกรดตนเองว่าขับรถได้ดีแค่ไหน   ซึ่งผู้ชายส่วนใหญ่มีความเห็นว่าตนเองขับรถได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งในทางทฤษฎีแล้วเป็นไปไม่ได้  เพราะความเป็นจริงก็คือ  จะต้องมีคนครึ่งหนึ่งที่ขับรถดีกว่าค่าเฉลี่ย  และอีกครึ่งหนึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย  เรามาลองดูกันว่าการศึกษาเรื่องการลงทุนระหว่าผู้หญิงกับผู้ชายเป็นอย่างไร

การศึกษาในตลาดสหรัฐอเมริกาพบว่า  ผู้หญิงมีการซื้อขายหุ้นบ่อยน้อยกว่าผู้ชาย  นั่นแปลว่าผู้หญิงถือหุ้นยาวกว่าผู้ชาย  นี่คงเป็นเรื่องของการตัดสินใจที่ผู้ชายมักจะทำเร็วและเด็ดขาดกว่า   แต่การซื้อ ๆ  ขาย ๆ  หุ้นบ่อยนั้น  ทำให้เกิดค่าคอมมิชชั่นในการซื้อขายสูง  นอกจากนั้นการ  ขาดทุน”  จากส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายก็มักจะ  กินกำไร”  ที่ควรจะได้ไปไม่น้อย   ยิ่งในตลาดอเมริกาที่ต้องเสียภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้นด้วยก็ยิ่งทำให้ผลตอบแทนของผู้ชายลดลงเมื่อเทียบกับผู้หญิง

คุณสมบัติข้อต่อมาของผู้หญิงก็คือ  ผู้หญิงมักกลัวความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย  ดังนั้น  คนที่ลงทุนแบบผู้หญิงก็มักจะต้องการ  Margin of Safety หรือส่วนต่างเผื่อความปลอดภัยสูงกว่า  นี่ก็เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่จะทำให้การลงทุนแบบผู้หญิงเหนือกว่าการลงทุนแบบที่  กล้าได้กล้าเสีย”  แบบผู้ชาย  จริงอยู่  การลงทุนแบบที่กล้าเสี่ยงมาก ๆ  เช่น  การลงทุนในหุ้นที่ผันผวนมากหรือการใช้มาร์จินซื้อหุ้นเหล่านี้  อาจทำให้นักลงทุนแบบผู้ชาย  รวยไปเลย”  แต่หลายคนที่ผิดพลาดก็  จนไปเลย”  มองในแง่ค่าเฉลี่ยระยะยาวแล้ว  การลงทุนที่เน้นความปลอดภัยสูงน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

ผู้หญิงนั้นจะมองโลกในแง่ที่ดีน้อยกว่าผู้ชาย  ผู้หญิงมองโลกในแง่ที่เป็นจริงมากกว่า  ดังนั้น  เวลาที่ตลาดสดใสมาก  ผู้หญิงก็จะไม่  ฝันเฟื่อง”  มากเท่าผู้ชาย   เช่นเดียวกัน  เวลาที่ตลาดเลวร้าย  ผู้หญิงก็มักจะไม่ หดหู่เท่าผู้ชาย   มองในแง่นี้  ผู้หญิงก็จะไม่เป็น  เหยื่ออารมณ์ของ  นายตลาด”  เท่าผู้ชาย   พูดง่าย ๆ   ผู้หญิงจะไม่ซื้อขายตามภาวะตลาดมากเท่าผู้ชาย  ซึ่งมักทำให้ผู้หญิงมีแนวโน้มน้อยกว่าผู้ชายที่จะซื้อตอนตลาดแพงและขายตอนตลาดถูก

ผู้หญิงมีความละเอียดลออมากกว่าผู้ชายในเรื่องของการศึกษาหาข้อมูลเพื่อการลงทุน  การ คิดแล้ว คิดอีก”  “อ่านแล้ว อ่านอีก”  จนมั่นใจว่าไม่พลาดแน่นั้น  เป็นวิธีการลงทุนระยะยาวที่ดีกว่าการรีบตัดสินใจซื้อขายโดยที่ยังไม่ได้ศึกษาอย่างรอบคอบ  ดังนั้น  นิสัยผู้หญิงแบบนี้จึงเป็นนิสัยการลงทุนที่น่าจะประสบความสำเร็จสูงกว่านิสัยแบบผู้ชายที่มักเอาเร็วเข้าว่า

ผู้ชายมีความเชื่อมั่นในตนเองสูงกว่าผู้หญิง  ผู้ชายมักเชื่อว่าตนเอง  รู้หรือมีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ มากว่าที่เป็นจริง  ในขณะที่ผู้หญิงนั้น  มักยอมรับว่าพวกเธอรู้เรื่องอะไรบ้าง  และเรื่องอะไรที่ไม่รู้   มองในแง่นี้  ผู้ชายก็อาจจะมีแนวโน้มลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้มากกว่าผู้หญิง  การลงทุนในสิ่งที่ตนเองคิดว่ารู้ดีแต่จริง ๆ  แล้วตนเองไม่รู้นั้น  ย่อมมีอันตรายสูง  ดังนั้น  การลงทุนแบบผู้หญิงในแง่นี้ก็น่าจะมีความปลอดภัยสูงกว่า  และนั่นย่อมหมายความว่าผลตอบแทนในระยะยาวน่าจะต้องดีกว่า

ผู้หญิงเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่าผู้ชาย  พูดง่าย ๆ  ผู้หญิง  เจ็บแล้วจำ”  มากกว่าผู้ชาย  นี่ก็เป็นคุณสมบัติที่ดีในการลงทุน  เพราะการลงทุนนั้น  บ่อยครั้งมากที่เรามักจะทำผิด  ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า”  อาจจะเนื่องจาก  ความโลภ”  ที่อยากจะได้กำไรสูง  ทำให้ลืมบทเรียนความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่ก็คิดว่าครั้งนี้  ไม่เหมือนเดิม

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  ผู้หญิงนั้นมักจะเปรียบเทียบตนเองกับเพื่อน  หรืออยู่ใต้อิทธิพลของเพื่อน  น้อยกว่าผู้ชาย  พูดง่าย ๆ  ผู้ชายนั้น  เวลาตัดสินใจอะไร   ถ้ามีเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานจับตาดูอยู่  เขาก็จะมี  แรงกดดัน”  มากกว่าผู้หญิงที่จะต้องทำตามแนวทางของกลุ่ม  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเขารู้ว่าผลตอบแทนการลงทุนของเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานกำลังโดดเด่นมากเนื่องจากพวกเขากำลังเล่นหรือลงทุนในหุ้นบางกลุ่มในภาวะตลาดที่กำลังร้อนแรง  ก็ยากที่ผู้ชายจะอยู่ นิ่งเฉย”    ไม่ยอมเปลี่ยนแนวทางการลงทุนของตนเองและยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า  มองในแง่นี้  การลงทุนแบบผู้หญิงก็น่าจะมีหลักการที่มั่นคงและเป็นสิ่งที่ตนเองมีความชำนาญมากกว่า  นอกจากนั้น  ผู้หญิงก็น่าจะมีการตัดสินใจที่อิสระมากกว่าผู้ชาย

ผลการลงทุนของผู้หญิงโดยทั่วไปในอเมริกานั้น  เนื่องจากมีการซื้อขายหุ้นน้อยกว่า  นั่นอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลตอบแทนดีกว่าผู้ชาย  แต่ในด้านของมืออาชีพที่บริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ต้องอาศัยฝีมือและอารมณ์ขั้นสูงสุดนั้น  ก็พบว่าผู้บริหารเฮดจ์ฟันด์ที่เป็นผู้หญิงก็สามารถสร้างผลงานเฉลี่ยที่ดีกว่าผู้ชาย  รวมถึงผลตอบแทนก็สม่ำเสมอกว่าผู้บริหารชาย  ที่สำคัญ  ในยามที่ตลาดเลวร้ายมากนั้น  ผลตอบแทนของผู้บริหารหญิงจะเลวร้ายน้อยกว่าของผู้บริหารชายมาก

หลายคนยังอาจจะสงสัยว่าทำไมนักลงทุนเอกของโลกที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้สูงมากอย่างวอเร็น บัฟเฟตต์  ปีเตอร์ ลินช์ และอีกหลาย ๆ คนจึงมีแต่ผู้ชาย  แล้วจะบอกได้อย่างไรว่าการลงทุน  แบบผู้หญิงนั้น  มีประสิทธิภาพเหนือกว่า?   ประเด็นนี้  คำตอบน่าจะมีได้สองทาง  ทางแรกก็คือ  การลงทุนแบบผู้ชายนั้น  มีความผันผวนสูงมาก    คนที่ทำได้ดีก็ดีมาก ๆ  แต่คนที่ทำได้แย่  ผลงานก็ ตกเหวไปเลย  โดยค่าเฉลี่ยก็ต่ำกว่าการลงทุนของผู้หญิง  คำอธิบายอีกทางหนึ่งก็คือ  วอเร็น บัฟเฟตต์  หรือเซียนหุ้นที่ประสบความสำเร็จระดับโลกที่เป็นผู้ชายนั้น  แท้ที่จริงแล้ว  เขาใช้แนวทางการลงทุนแบบ  ผู้หญิง”  ส่วนการที่ยังไม่มีผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็น เซียนระดับโลก”  นั้น   อาจจะเป็นเรื่องของ เวลา”  ก็ได้  เหนือสิ่งอื่นใด  ผู้หญิงเพิ่งจะก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุนไม่นานนัก  ในอนาคต  เราอาจจะได้เห็นเซียนที่เป็นผู้หญิงก็ได้  นี่รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ผมคิดว่าในที่สุดก็จะต้องมี เซียนหุ้นหญิงเหมือนกัน     
     
26  กรกฎาคม  2554

หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่



หุ้นกลุ่มหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่แทบไม่เคยสร้างความผิดหวังให้แก่นักลงทุนระยะยาวเลยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาก็คือ  หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ที่เรียกว่า  Modern Trade   เนื่องจากหุ้นในกลุ่มนี้แทบทุกตัวให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจทั้งในด้านของเงินปันผลและราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  ต่อเนื่องมาตลอด  ที่สำคัญ  แม้ในยามที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ  หุ้นส่วนใหญ่มีราคาตกลงมามากมาย  หุ้นกลุ่มค้าปลีกก็ไม่ได้ตกลงมามากนัก  และเมื่อภาวะวิกฤติผ่านไป  ราคาก็กลับมาที่เดิมและปรับตัวสูงขึ้นไปอีก  ถ้าจะพูดไป  หุ้นค้าปลีกในช่วงเร็ว ๆ  นี้  เป็นทั้งหุ้น Defensive หรือหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้าย  และเป็นหุ้น Growth หรือหุ้นที่เติบโต  อยู่ในตัวเดียวกัน  นอกจากนั้น  หุ้นหลายตัวในกลุ่มเองก็ให้ปันผลในอัตราที่สูงและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  กลายเป็น  Dividend Stock  หรือ  หุ้นปันผล”  ที่จ่ายปันผลงดงามทุกไตรมาศ  และนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หุ้นกลุ่ม  Modern Trade ส่วนใหญ่มีราคาที่สูงเมื่อเทียบกับกำไรของบริษัท  หรือมี  PE  สูงมากโดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ

ก่อนที่ผมจะพูดว่าทำไมหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่จึงได้ราคาที่สูงกว่าหุ้นในกลุ่มอื่น ๆ  ผมอยากจะทำความเข้าใจก่อนว่าหุ้นที่อยู่ในข่าย Modern Trade คือหุ้นในกลุ่มไหน   เนื่องจากหลายคนอาจจะบอกว่านี่คือหุ้นในกลุ่มพาณิชย์  แต่จริง ๆ  แล้วไม่ใช่เสียทีเดียว   เพราะหุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ในนิยามของผมนั้น  จะต้องเป็นหุ้นของบริษัทที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนทั่วไปทั้งประเทศ  การขายจะขายผ่านเครือข่ายร้านสาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ  ราคาสินค้าที่ขายก็มักจะเท่ากันไม่ว่าจะขายในร้านหรูในกรุงเทพหรือร้านค้าที่อยู่ต่างจังหวัด  ตัวสินค้าเองก็มีความหลากหลายและใกล้เคียงกันในแต่ละสาขา  ระบบการทำงานของสาขาทั้งหมดมักจะต่อถึงกันผ่านสำนักงานใหญ่  ดังนั้น  ข้อมูลการขายสินค้าจะเป็นระบบรวมศูนย์ที่ทำให้การบริหารงานขายมักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเทียบกับร้านค้าแบบ  ดั้งเดิม”  ที่มักจะมีร้านเพียงร้านเดียวหรือมีสาขาน้อยมาก

หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในหุ้นกลุ่มพาณิชย์เริ่มตั้งแต่หุ้น  BIGC ซึ่งขายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาถูกที่เรียกว่า  Discount Store  แบบที่เป็นร้านค้าขนาดใหญ่มากที่ขายสินค้าที่ต้องกินต้องใช้ประจำวันและสินค้าราคาถูกอื่น ๆ  อีกมาก  หุ้น CPALL เจ้าของร้านสะดวกซื้อ  7-11 ที่ขายสินค้าปริมาณเล็ก ๆ น้อย ๆ  ที่เน้นความสะดวกเนื่องจากอยู่ใกล้ชุมชน  หุ้น  HMPRO ซึ่งขายสินค้าปรับปรุงและตกแต่งบ้าน  หุ้น GLOBAL ซึ่งขายวัสดุก่อสร้าง  หุ้น IT ซึ่งขายสินค้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเท็คต่าง ๆ  หุ้น  MAKRO ซึ่งขายสินค้าให้กับร้านค้าโชห่วยและกิจการอื่น ๆ  เช่นร้านอาหารหรือโรงแรม  หุ้น  ROBINS ซึ่งทำห้างสรรพสินค้าโรบินสัน    นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพาณิชย์เช่น  หุ้น SE-ED ซึ่งเป็นร้านขายหนังสือ  หุ้น JMART  ที่ขายโทรศัพท์มือถือ  นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่อาจจะเรียกว่าเป็น Modern Trade ได้เหมือนกันแต่ขายเฉพาะสินค้าจากโรงงานหรือบริษัทของตนเองเป็นหลัก  อย่างหุ้น DCC ซึ่งขายกระเบื้องก่อสร้าง  หุ้น JUBILY ขายเครื่องประดับเพชร  และหุ้น  BGT ซึ่งขายเสื้อผ้า เป็นต้น

จุดเด่นของกิจการค้าปลีกสมัยใหม่นั้น  มีหลายประการ  เริ่มตั้งแต่ข้อแรกคือ  มักเป็นกิจการที่มีความสม่ำเสมอของผลการดำเนินงานทั้งยอดขายและกำไร  เหตุผลก็คือ  บริษัทมีการขายสินค้าให้กับคนจำนวนมาก  มักจะเป็นแสนหรือล้าน ๆ ราย  ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของยอดขายในแต่ละปีจะไม่มาก  สินค้าที่ขายก็มักจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนซึ่งมักจะไม่เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันสั้น  นอกจากนั้น  บริษัทสามารถกำหนดราคาขายให้อิงกับต้นทุนของบริษัทได้ค่อนข้างจะทันที  เพราะเป็นกิจการที่ซื้อมา-ขายไป  ทำให้กำไรของบริษัทผันแปรไปตามยอดขายเสมอ
ข้อสอง  กิจการ Modern Trade มักมีความเสี่ยงในการล้มละลายต่ำเนื่องจากบริษัทขายสินค้าเป็นเงินสด  แต่จ่ายค่าสินค้าเป็นเงินเชื่อหลายเดือน  ทำให้บริษัทมีเงินสดมากในขณะที่มักจะมีหนี้เงินกู้น้อย  หลายบริษัทไม่มีหนี้เงินกู้จากธนาคารเลยและทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นได้สูงเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้  บางบริษัทจ่ายถึง  100%  และจ่ายทุกไตรมาศ

ข้อสาม  เนื่องจากกิจการ Modern Trade ในตลาดหลักทรัพย์มักจะเป็นผู้นำในกลุ่มสินค้าที่ตนเองขาย  เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่  ดังนั้น  บริษัทจึงมีความได้เปรียบคู่แข่งโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับร้านค้าแบบดั้งเดิม  บริษัทจึงมักจะได้ส่วนแบ่งทางการตลาดของสินค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้บริษัทสามารถจะเติบโตไปได้เรื่อย ๆ  อย่างยาวนานทั้ง ๆ  ที่ตัวอุตสาหกรรมโดยรวมก็อาจจะไม่ได้เติบโตมากนัก  การเติบโตของกิจการค้าปลีกสมัยใหม่นั้น  นอกจากจะเติบโตจากร้านสาขาเดิมแล้ว  ยังมักจะเติบโตจากการเปิดสาขาใหม่ด้วย  ดังนั้น  หุ้นในกลุ่มนี้หลาย ๆ  ตัวจึงเป็นหุ้นที่ เติบโต”  ระยะยาว  แม้ว่าอัตราการเติบโตของบางบริษัทอาจจะไม่สูงนัก

หุ้นค้าปลีกนั้น  มีผลงานที่ดีและให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีมาตลอด  แต่ในช่วงเร็ว ๆ  นี้ดูเหมือนว่าจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นไปอีกหลังจากที่ประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งและกำลังมีรัฐบาลที่มีนโยบายในการเพิ่มรายได้ให้กับคนมีรายได้ต่ำโดยการเพิ่มเงินเดือนและการ ประกันราคาสินค้าการเกษตรในระดับที่สูง   ผลจากนโยบายนี้จะทำให้การบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นพร้อม ๆ  กับอัตราเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้น  ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายของกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ  นอกจากนั้น  การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในเวลาเดียวกันก็จะช่วยลดต้นทุนของบริษัทลง  จริงอยู่ที่ต้นทุนค่าแรงของบริษัทอาจจะเพิ่มขึ้น  แต่บริษัทก็น่าจะส่งผ่านต้นทุนนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าได้  เพราะทุกบริษัทก็ต้องจ่ายค่าแรงที่เพิ่มขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น   ดังนั้น  หากเป็นไปตามภาพดังกล่าวนี้  กิจการค้าปลีกสมัยใหม่ส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็น่าจะมีผลประกอบการที่ดีขึ้น  และนี่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นในช่วงนี้

ประเด็นที่ต้องคำนึงสำหรับหุ้นในกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ใช่เรื่องของผลประกอบการหรือความเข้มแข็งของตัวธุรกิจ  แต่น่าจะอยู่ที่ราคาหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นมามากและทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีราคาที่ ไม่ถูกแล้ว   ว่าที่จริง  ถ้ามองจากค่า PE และค่า PB ผมคิดว่าน่าจะเป็นหุ้นกลุ่มที่ แพงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์   อย่างไรก็ตาม  ก็อาจจะพูดได้เหมือนกันว่ามันเป็นหุ้นกลุ่มที่ ดีที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นกัน  ดังนั้น  การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ในช่วงเวลานี้จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ  ในความคิดของผม  หุ้นกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ในเวลานี้  ถ้าจะลงทุนก็คงไม่ใช่แนวทางแบบ  เบน  เกรแฮม ที่เน้นหาหุ้นถูกเป็นหลัก  แต่อาจจะเป็นแนวทางแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์  ที่เน้นลงทุนในหุ้นแบบ ซุปเปอร์สต็อกคือลงทุนในหุ้นที่ดีสุดยอด  ในราคาที่ยุติธรรม  ว่าที่จริง  บัฟเฟตต์เองก็ซื้อหุ้น  วอลมาร์ท ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อไม่นานมานี้  ในราคาที่ไม่ถูกเลย     
     
19  กรกฎาคม  2554

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ข้อมูลที่ลำเอียง



เวลาที่รับข้อมูลเข้ามา  สิ่งที่ Value Investor จะต้องพิจารณาก่อนที่จะนำไปใช้หรือนำไปวิเคราะห์ต่อก็คือ  ข้อมูลนั้นน่าจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง  ถ้าไม่ถูกต้อง  มันน่าจะมากหรือน้อยเกินไป  ดีเกินไปหรือแย่เกินไป  วิธีที่จะดูนั้น  หลักการสำคัญก็คือ  ดูว่าคนให้ข้อมูล รู้จริงหรือมีข้อมูลจริงไหม  นอกจากนั้น  สิ่งที่สำคัญมากอีกข้อหนึ่งก็คือ  คนที่ให้ข้อมูลมี แรงจูงใจอะไรในการที่ให้ข้อมูลนั้น

เวลาที่มีนักเศรษฐศาสตร์มาบอกหรือพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจ  ถ้าเขามาจากหน่วยงานที่มีนักเศรษฐศาสตร์ที่มักจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก  และหน่วยงานนั้นไม่ได้อิงกับการเมืองในทางใดทางหนึ่ง  ในกรณีแบบนี้  พวกเขาก็จะมีทั้งความรู้  ข้อมูล และไม่มีความ ลำเอียงในการให้ความเห็นหรือพยากรณ์ ข้อมูลที่เราได้น่าจะเป็นข้อมูลที่เรานำไปใช้ได้อย่างสบายใจ อย่างไรก็ตาม พึงระลึกเสมอว่า การพยากรณ์เป็นศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลกก็มักจะทำนายผิดอยู่บ่อยๆ ดังนั้น เวลาที่เราอ่านหรือฟังคำพยากรณ์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ  ผมคิดว่าเราอย่าไป เชื่ออย่างปักใจว่ามันจะถูกต้องแม้ว่าแหล่งข้อมูลหรือคนที่ให้ข้อมูลจะเป็นที่น่าเชื่อถือมาก ๆ 

นักเศรษฐศาสตร์หรือหน่วยงานที่อิงกับการเมืองในทางใดทางหนึ่ง  อาจจะให้ความเห็นหรือพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจโดยมีความ ลำเอียง”  ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว  ความลำเอียงที่ว่านั้นมักจะออกมาในด้านที่ดีกว่าความเป็นจริง  เหตุผลก็คือ  ฝ่ายการเมืองนั้น  อยากจะให้ภาพเศรษฐกิจที่ดี ๆ  เพราะนั่นคือ  ผลงาน”  ของเขาในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ   ดังนั้น  เวลาดูหรืออ่านข้อมูลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจากหน่วยงานรัฐ  เราจึงควรจะดูว่ามันมาจากหน่วยงานไหน   ในแวดวงของนักเศรษฐศาสตร์กันเองนั้น  บางทีก็มีการพูดกันว่า  ถ้ามาจากหน่วยงานนี้  ตัวเลขมักจะดูมองโลกในแง่ดีกว่าอีกหน่วยงานหนึ่งเสมอจนแทบจะเป็น ธรรมเนียม

ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนนั้นมักจะให้ข้อมูลและคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทในด้านที่ดีกว่าความเป็นจริงเสมอ   เริ่มตั้งแต่ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่ง  ผมพบว่าแทบไม่มีบริษัทไหนบอกว่าตนเองนั้นฝีมือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม  ว่าที่จริงแทบทุกบริษัทจะบอกว่าตนเองเป็นบริษัทระดับต้น ๆ  ของอุตสาหกรรม  บางบริษัทบอกว่าตนเองนั้นเป็นบริษัทที่เด่นมากในการผลิตหรือการดำเนินงานที่คู่แข่งไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้  พวกเขาอาจจะไม่ได้โกหก  แต่พวกเขามักจะลำเอียงทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว  แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  ด้วยท่าทีที่มั่นอกมั่นใจและด้วยความรู้ที่มีมากกว่าคนฟังหรือนักวิเคราะห์ของผู้บริหาร ทำให้คนฟังมักจะเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันเป็นเรื่องจริง เหนือสิ่งอื่นใดก็คือข้อมูลผลประกอบการที่ ดี ๆในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ นี้  ที่แสดงให้คนฟังเห็น  มักจะเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ผู้บริหารพูดนั้น  เป็นความจริงอย่างแน่นอน

ภาพในอนาคตของบริษัทที่ผู้บริหารแถลงออกมานั้น  มักจะยิ่งสดใสกว่าความเป็นจริง  ผู้บริหารมีแรงจูงใจที่จะวาดภาพบริษัทให้ดูดี  เพราะเขามีแรงจูงใจหลาย ๆ  อย่าง  เช่น  เขาอยากจะเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถได้รับการยกย่อง  หรือ  ผู้บริหารที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอาจจะอยากให้คนมาซื้อหุ้นทำให้ราคาขึ้นไปและเขาอาจจะขายได้ราคาสูง  เหล่านี้เป็นต้น

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประเมินว่าผู้บริหารพูด  เว่อร์”  หรือลำเอียงมากไปแค่ไหน  เหตุผลเพราะเราไม่ได้อยู่ในธุรกิจหรือเราไม่สามารถหาข้อมูลได้มากพอที่จะตัดสิน  นักวิเคราะห์หรือนักลงทุนบางคนใช้วิธีดูผลงานที่ผ่านมาเทียบกับสิ่งที่ผู้บริหารเคยพูดไว้ว่าตรงหรือใกล้เคียงไหม  ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่พอใช้ได้  อย่างไรก็ตาม  บางบริษัทอาจจะไม่มีข้อมูลที่ยาวพอ  ทำให้เราใช้ข้อมูลนี้ได้ยาก  วิธีที่น่าจะดีกว่าก็คือ  ผมจะมองไปถึง โครงสร้างของอุตสาหกรรม”  ว่าบริษัททำธุรกิจอะไร  ปัจจัยในการแข่งขันในอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร  บริษัทอยู่ในตำแหน่งไหนได้เปรียบหรือเสียเปรียบคู่แข่งขันอื่นและการได้เปรียบนั้นเป็นการได้เปรียบชั่วคราวหรือถาวร  สุดท้ายยังต้องดูอีกว่าในอนาคต 3-4 ปีขึ้นไป  จะมีผู้เล่นรายใหม่ ๆ  มาแข่งขันด้วยหรือไม่  สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวบอกว่า  คำคุย”  ของผู้บริหารจะเป็นจริงหรือไม่  พูดง่าย ๆ  ในการวิเคราะห์ว่าผู้บริหารลำเอียงไปมากน้อยแค่ไหน  ผมจะพยายามตัดประเด็นเรื่องฝีมือของผู้บริหารออก  แล้วมาดูในด้านของตัวอุตสาหกรรมและตำแหน่งของบริษัทในอุตสาหกรรมเป็นหลัก  ถ้าตำแหน่งของบริษัทแย่หรือเสียเปรียบ  แต่ผู้บริหารบอกว่าบริษัทของตนจะเอาชนะและแย่งชิงธุรกิจได้มากกว่าคู่แข่งมากด้วยเพราะฝีมือของผู้บริหารหรือพนักงาน  ผมก็จะไม่มั่นใจเลยว่าเขาจะทำได้

โบรกเกอร์และนักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์นั้น  เราต้องรู้ว่าเขามีความลำเอียง  ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่  ที่จะให้เราซื้อ ๆ  ขาย ๆ  หุ้นมากกว่าปกติ  ดังนั้น  เขาก็มักจะชอบแนะนำหุ้นที่กำลังมีราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว  ดังนั้น  การให้ความเห็นเกี่ยวกับหุ้นจึงมักเป็นการแนะนำให้ซื้อหุ้นที่กำลังร้อนแรงและราคาอาจจะสูงเกินพื้นฐานไปแล้ว   แต่ในความเห็นของเขานั้นกลับเห็นว่าหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐานและน่าลงทุนทั้ง ๆ  ที่ก่อนหน้าที่หุ้นจะร้อนและราคาหุ้นยังต่ำอยู่  พวกเขาไม่เคยพูดถึงเลยว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจ  ข้อเตือนใจของผมสำหรับเรื่องนี้ก็คือ  ราคาหรือมูลค่าพื้นฐานของหุ้นที่เกิดจากการคำนวณของนักวิเคราะห์นั้น  ส่วนใหญ่แล้วเป็น  มูลค่าในจินตนาการ”  หมายความว่า  คุณอาจจะให้ค่าเท่าไรก็ได้จากราคาเช่น  10 บาท ถึง 40 บาท ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตั้งสมมุติฐานอย่างไรหรือให้คุณค่ากับบริษัทมากน้อยแค่ไหน  ในยามที่ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นร้อนแรง  คุณจะให้ราคา 40 บาท  คนก็เชื่อ  แต่ในยามที่หุ้นตัวนั้นเงียบเหงานั้น  บางทีคุณบอกว่า 10 บาท  คนก็ยังบอกว่าไม่น่าสนใจ

เรื่องความลำเอียงในตลาดหุ้นนั้น  ผมคิดว่ายังมีอีกมาก  สิ่งที่เราควรเข้าใจก็คือ  ตลาดหุ้นนั้น  เป็นที่อยู่ของคนที่มักจะมองโลกในด้านที่บวกสูงกว่าคนปกติ  เป็นที่อยู่ของคนที่มีความหวังหรือความฝันที่สูงกว่าคนทั่วไป  พวกเขาฝันที่จะรวยอย่างรวดเร็วหรือสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ  ไม่ว่าเมื่อวานตลาดหุ้นจะเลวร้ายแค่ไหน  ก่อน 10 โมงเช้าที่ตลาดเปิด  คนเล่นหุ้นก็มักจะมีความหวังเสมอ  การมองโลกที่สดใสกว่าปกตินั้น  ผมคิดว่าทำให้คนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่มี  ความลำเอียง”  ที่จะมองการลงทุนหรือการซื้อขายหุ้นในแง่ที่ดีกว่าความเป็นจริง  ถ้าลองถามคนที่ลงทุนเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ว่าเขาคิดว่าจะได้รับผลตอบแทน  ปีนี้กี่เปอร์เซ็นต์  ผมเชื่อว่าคำตอบเฉลี่ยคงเป็นอย่างน้อย 20-30% ขึ้นไป  ทั้ง ๆ  ที่ผลตอบแทนต่อปีในอดีตของตลาดหุ้นนั้นเท่ากับประมาณ 10% เท่านั้น

ในฐานะของ Value Investor  เราต้องพยายาม ฉีก”  ตนเองออกจาก ตลาด”  ความหมายก็คือ  เราต้องเข้าใจเรื่อง ความลำเอียงทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากเหตุจูงใจต่าง ๆ  และธรรมชาติบางอย่างของคนโดยเฉพาะที่อยู่ในตลาดหุ้น  การอ่านหรือฟังข้อมูลนั้น  เราต้องรู้  เบื้องหลัง”  หรือ  วาระซ่อนเร้น”  ที่อาจจะมีอยู่  เพื่อที่ว่าเราจะได้นำข้อมูลที่ได้รับมา ปรับ”  ให้ถูกต้องใกล้เคียงขึ้น  การรับข้อมูลโดยไม่พิจารณาเพิ่มเติมนั้นเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง  เพราะบางครั้งมันอาจจะหมายถึงการที่เราถูก  หลอก”  ให้สำคัญผิดใน  พื้นฐาน ของบริษัท ซึ่งทำให้การตัดสินใจของเราผิดพลาดและเกิดความเสียหายร้ายแรงได้    
     
4  กรกฎาคม  2554

หุ้นสถาบันการเงิน



หุ้นในกลุ่มสถาบันการเงินที่ผมจะพูดถึงนั้น  ผมรวมถึงกลุ่มต่อไปนี้คือ  1)  กลุ่มที่เป็นธนาคารพาณิชย์  2)  กลุ่มที่ทำธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง ซึ่งก็คือบริษัทที่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้าเพื่อซื้อสินค้าเงินผ่อนทั้งหลาย  3) กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  และ 4) กลุ่มบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต   ทั้งหมดนี้ผมแทบไม่ได้ซื้อหุ้นเพื่อลงทุนเลยในระยะสิบปีที่ผ่านมาเพราะผมเห็นว่าหุ้นในกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงที่ผมไม่ใคร่สบายใจนักที่จะลงทุนระยะยาว  และต่อไปนี้คือความคิดของผม

    ก่อนที่จะพูดถึงความเสี่ยงผมอยากจะบอกว่า  ที่จริงหุ้นในกลุ่มสถาบันการเงินนั้นส่วนใหญ่มีผลประกอบการที่ดีน่าประทับใจ  ถ้าดูจากกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะเห็นว่าหุ้นเหล่านี้มีผลกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่สูงลิ่วเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของหุ้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในตลาดหลักรัพย์   และเมื่อมองดูถึงความสม่ำเสมอของกำไรก็เห็นว่าบริษัทเหล่านั้นทำได้ค่อนข้างดีพอจะบอกได้ว่าเป็นผลประกอบการที่สามารถคาดการณ์ได้   ประกอบกับการที่บริษัทเหล่านี้มีลูกค้าเป็น  ล้าน ๆ”  คน  ดังนั้น  ความผันผวนของรายได้ก็มักจะมีน้อย  ข้อสรุปก็คือ  โดยทั่วไปแล้ว  เราสามารถหา มูลค่าที่แท้จริงของกิจการ  ได้ไม่ยากนักเทียบกับกิจการอื่น ๆ  อีกหลายอย่าง  พูดง่าย ๆ  สามารถใช้ค่า PE และ/หรือ PB มาวัดค่าความถูก/แพงของหุ้นได้

    ข้อดีของหุ้นสถาบันการเงินอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ส่วนใหญ่แล้วบริษัทเหล่านั้นมีกฎหมายและหน่วยงานของรัฐควบคุมอย่างเข้มงวด   ดังนั้น  ข้อมูลต่าง ๆ  ของบริษัทโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีการเงินนั้นค่อนข้างที่จะเชื่อถือได้  เช่นเดียวกัน   ผู้บริหารไม่สามารถนำเงินไป ถลุง”  ในกิจการอื่น ๆ  ที่ไม่เกี่ยวข้องได้ง่ายนัก   อีกเรื่องหนึ่งก็คือ  นโยบายจ่ายปันผลก็มักจะดีเหตุเพราะว่าบริษัทเหล่านี้มีเงินสดเหลือเฟือที่จะจ่ายปันผล  และที่น่าสนใจสุดยอดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  หุ้นเหล่านี้  จำนวนมากมีค่า PE และ PB ไม่สูง  บางบริษัทต่ำมาก  ดูไปแล้วน่าจะเป็นหุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้น  “Value”  ที่น่าซื้อลงทุนระยะยาว  แต่สิ่งที่ทำให้ผมไม่สบายใจนักที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินก็คือ
    ประการแรก  หุ้นสถาบันการเงินยกเว้นบริษัทหลักทรัพย์นั้น  มีการกู้หรือรับฝากเงินจำนวนมาก  อัตราการกู้ยืม  ในกรณีธนาคารพาณิชย์นั้นสูงมาก  อาจจะเป็นเกือบสิบเท่าของเงินในส่วนของผู้ถือหุ้น  การกู้มากนั้นเป็นความเสี่ยงมหาศาล  เพราะถ้าเงินที่กู้มาและนำไปปล่อยกู้หรือลงทุนต่อเกิดเสียหายกลายเป็น NPL หรือหนี้สูญเพียงแค่ 10%  แบงค์นั้นก็หมดทุนหรือล้มแล้ว  จริงอยู่ที่ว่าอัตราการเกิด NPL ของแบงค์ในภาวะปกตินั้นมักจะมีน้อยมาก  อาจจะเพียง 1-2%  และแบงค์ก็มักจะมีการกันสำรองหนี้สูญทุกปีจนเพียงพอหรือเกินพอ  แต่นั่นก็คือสภาวการณ์  ปกติ”   แต่ในสถานการณ์  วิกฤติ”  เช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540  ลูกหนี้ของแบงค์ต่างก็ ล้มละลาย”  เป็นลูกโซ่  และแบงค์เกือบทั้งหมดแทบเอาตัวไม่รอด หลายแห่งก็ล้มลงไป  และนี่ก็คือความเสี่ยงของหุ้นแบงค์

    หุ้นของบริษัทลีสซิ่งและบริษัทที่ให้กู้สำหรับซื้อสินค้าเงินผ่อนนั้น   ส่วนใหญ่ก็มีการกู้เงินไม่ต่ำกว่า 4-5 เท่าของเงินทุนของตนเอง  การปล่อยกู้ให้กับลูกค้านั้น  บริษัทมักจะคิดดอกเบี้ยสูงกว่าแบงค์มากเพราะเป็นการปล่อยกู้ให้กับคนที่มีรายได้น้อยหรือคนที่ยังไม่มีกำลังที่จะซื้อสินค้าราคาสูงเช่นรถยนต์แต่อยากได้สินค้ามาใช้ก่อน  ดังนั้น  โอกาสที่ลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้เสียก็จะสูงกว่ากรณีของแบงค์   ในกรณีที่เศรษฐกิจโดยทั่วไปดี  อัตราหนี้เสียก็มักจะไม่สูงนักทำให้ผลประกอบการของบริษัทดี  แต่ในบางช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี    อาจจะเป็นเพราะพืชผลทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ  NPL ก็จะเกิดขึ้นจำนวนมาก  ผลก็คือ  บริษัทอาจจะขาดทุนหนัก  บางแห่งอาจจะไปไม่รอด   นอกจากนั้น  เนื่องจากการที่บริษัทในกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกถือว่าเป็นสถาบันการเงินที่มีการรับเงินฝากจากประชาชน  การควบคุมจากทางการก็มีน้อย  ดังนั้น  การบริหารงานภายในบริษัทก็อาจจะหละหลวมหรือมีการทุจริตได้ง่าย  นี่ก็เป็นความเสี่ยงในด้านการบริหารงานที่เพิ่มขึ้นมาจากเรื่องของภาวะทางเศรษฐกิจ

    ข้อสรุปสั้น ๆ ของผมสำหรับหุ้นสองกลุ่มนี้ก็คือ  มันเป็นธุรกิจที่ดีจนถึงวันที่มันเจ๊ง”  ดังนั้น  หากจะลงทุนในหุ้นสองกลุ่มนี้ก็คงต้องพิจารณาและติดตามว่ามันจะมีโอกาสที่จะเจ๊งไหม  ทั้งจากเรื่องของภาวะเศรษฐกิจและเรื่องของตัวบริษัทในด้านของการบริหารงานภายใน  และนำมาเทียบกับราคาหุ้นที่จะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนที่เราจะได้จากการลงทุน

    หุ้นในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์นั้น  ความเสี่ยงอยู่ที่การเปิด เสรีธุรกิจหลักทรัพย์ซึ่งจะทำให้บริษัทแต่ละแห่งสามารถคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นได้อย่างอิสระ  นี่จะทำให้รายได้หลักของโบรกเกอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  เนื่องจากจะมีโบรกเกอร์บางแห่งที่มีลูกค้าและคำสั่งซื้อขายหุ้นน้อยเสนออัตราค่านายหน้าในอัตราที่ต่ำเพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาซื้อขายหุ้นกับตนเอง  เมื่อคู่แข่งถูก ตัดราคาค่าบริการ  เขาก็จะต้องเสนอราคาที่ต่ำลงเพื่อรักษาลูกค้า  ผลก็คือราคาค่าบริการก็จะต่ำลงเรื่อย ๆ  จนอาจจะเข้าใกล้ศูนย์ในบางกรณี   กำไรของบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ก็จะลดลงและไม่สามารถคาดได้ว่าจะเป็นเท่าไร   นอกจากเรื่องของค่าคอมมิชชั่นแล้ว  ก็อาจจะมีบริษัทหลักทรัพย์  โดยเฉพาะจากต่างประเทศ  ที่จะมาเปิดให้บริการเพิ่ม  ซึ่งก็จะทำให้เกิดการแย่งส่วนแบ่งตลาดของโบรกเกอร์เดิมอีก   ดังนั้น  นี่คือความเสี่ยงสำคัญที่คาดการณ์ได้ยากสำหรับหุ้นบริษัทหลักทรัพย์

    หุ้นกลุ่มสุดท้ายก็คือ  หุ้นของบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต  หุ้นในกลุ่มประกันภัยนั้น  ส่วนใหญ่ก็คือการประกันภัยรถยนต์  ส่วนน้อยและมักจะเป็นเครือของแบงค์จะมีรับประกันภัยบ้านและอสังหาริมทรัพย์อื่นเช่นอาคารและโรงงานต่างๆ  ด้วย  ในด้านของการประกันภัยรถยนต์นั้น  การแข่งขันสูงมาก  ทำให้บริษัทส่วนใหญ่มีกำไรที่ไม่ดีนัก  บางปีก็ขาดทุน  ดังนั้น  โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นกิจการที่ดีอะไรนัก  ส่วนบริษัทประกันภัยที่เป็นเครือของธนาคารนั้น   มักจะได้เปรียบเนื่องจากจะได้ลูกค้าที่ถูกส่งต่อมาจากแบงค์ที่ให้เงินกู้และบังคับให้ลูกค้าทำประกันทรัพย์สินที่นำมาจำนองที่มักเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โอกาสในการเคลมต่ำ  ผลก็คือบริษัทเหล่านี้มักจะมีกำไรดีต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตาม หุ้นก็มักจะไม่ถูก

    หุ้นบริษัทประกันชีวิตในตลาดมีน้อยแต่เป็นหุ้นที่คึกคักมากในช่วงเร็ว ๆ  นี้สำหรับ VI หลายคน  เหตุผลก็เพราะว่าธุรกิจประกันชีวิตโดยเฉพาะในช่วงนี้มีการเติบโตค่อนข้างสูง  นอกจากนั้น  การที่บริษัทเป็นบริษัทในเครือแบงค์  ทำให้สามารถขยายธุรกิจไปได้ง่ายโดยทำผ่านพนักงานของแบงค์ที่เรียกว่า  แบงค์แอสชัวรัน”  นั่นคือ  ให้พนักงานแบงค์เป็นคนช่วยขายให้กับลูกค้าที่มีเงิน   การขายทำได้ง่ายเพราะแบงค์มีข้อมูลของลูกค้าครบ  ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำมากทำให้การชักชวนคนทำประกันชีวิตทำได้ง่ายเพราะผลตอบแทนจากกรมธรรม์ดีกว่าการฝากเงิน  อย่างไรก็ตาม  หุ้นประกันชีวิตมีความเสี่ยงอยู่บ้างเพราะต้องเอาเงินเบี้ยประกันไปลงทุน  แม้ว่ามักจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นส่วนใหญ่แต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่   เหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ผมยังไม่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ก็คือ  ราคาหุ้นนั้น  ไม่ถูกเลย  โดยเฉพาะเมื่อดูจากค่า  PB ของหุ้น   
     
29  มิถุนายน  2554