วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

จอห์น โบเกิล



ในปี 1999 นิตยสารฟอร์จูนอันทรงอิทธิพลประกาศชื่อนักลงทุนที่เป็น  ยักษ์ใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20”  จำนวน 4 คน  ประกอบด้วย  วอเร็น บัฟเฟตต์  ปีเตอร์ ลินช์  จอร์จ โซรอส  และ  จอห์น โบเกิล  แห่งกองทุน แวนการ์ด  เจ้าพ่อกองทุนอิงดัชนีที่มีเม็ดเงินลงทุนมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก  มาดูชีวิตและผลงานของเขา

โบเกิล เกิดในปี 1929 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในอเมริกาและในโลก นับถึงวันนี้ก็อายุ 82 ปีแล้วแต่เขาก็ยังกระตือรือร้นและเขียนหนังสือการลงทุนออกมาอย่างต่อเนื่อง   เขาเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง  จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยพริ้นซตันและปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย  สิ่งที่ทำให้โบเกิลมีชื่อเสียงโด่งดังเคียงข้าง วอเร็น บัฟเฟตต์  ก็คือ การที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งกองทุนรวมอิงดัชนี S&P 500 ในปี 1974 หรือกว่า 30 ปีมาแล้ว  ซึ่งถือว่าเป็นกองทุนอิงดัชนีที่ขายหน่วยลงทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นกองแรก  โดยที่กองทุนอิงดัชนีนี้  เขาได้รับอิทธิพลจากงานวิจัยของ ยูจีน ฟามา  เบอร์ตัน มาลคีล  และพอล แซมมวลสัน  ปรมาจารย์ทางด้านวิชาการลงทุนที่ค้นพบทฤษฎี ตลาดหุ้นที่มีประสิทธิภาพที่บอกว่า  ราคาหุ้นในตลาดนั้นมีราคาเหมาะสมอยู่แล้ว  ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเลือกหุ้น   ดังนั้น  วิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนก็คือ  ซื้อหุ้นทุกตัวที่อยู่ในดัชนีหรืออยู่ในตลาด  ไม่ต้องจ้างคนมาเลือกหุ้นลงทุนที่ทำให้สิ้นเปลืองซึ่งทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง

กองทุนอิงดัชนีของแวนการ์ดนั้น  คิดค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนต่ำมาก ระดับแค่ 0.1 หรือ0.2 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่น่าจะเกิน 0.5%   ในขณะที่กองทุนทั่วไปที่มีผู้บริหารเลือกซื้อขายหุ้นนั้นมีต้นทุนสูง มาก  โดยเฉลี่ยน่าจะถึง 4-5% ต่อปี  ดังนั้น  โอกาสที่กองทุนทั่วไปจะทำผลงานได้ดีกว่ากองทุนอิงดัชนีจะน้อยมาก  สถิติคร่าว ๆ  ก็คือ  กองทุนอิงดัชนีสามารถเอาชนะกองทุนทั่วไปกว่า 70% ของกองทุน  ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมของกองทุนอิงดัชนีทำให้กองทุนอิงดัชนีได้รับความนิยมสูงมาก  กลายเป็น กระแส”  ที่มาแรงและกลายเป็นกองทุนที่คนจำนวนมากเลือกที่จะลงทุน  ส่งผลให้ชื่อของ โบเกิล  ในฐานะ ผู้ริ่เริ่มกลายเป็น ตำนานของนักลงทุนแห่งศตวรรษคนหนึ่ง
โบเกิลเองนั้น  ไม่ได้แค่บริหารกองทุนรวมอิงดัชนี  เขาให้คำแนะนำและเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนที่ถูกต้องและเหมาะสมกับนักลงทุนทั่วไป  ผลงานการเขียนของเขามีหลายเล่ม  อิทธิพลต่อนักลงทุนของเขาได้รับการยอมรับอย่างสูง  นิตยสารไทม์ในปี 2004 จัดให้เขาเป็น  บุคคลที่มีอิทธิพลต่อประชาชนสูงที่สุด 100 คนของโลก”   และต่อไปนี้คือกฎพื้นฐาน 8 ข้อ สำหรับคนที่จะซื้อกองทุนรวมเพื่อการลงทุนของโบเกิล

1.    เลือกซื้อกองทุนรวมอิงดัชนีที่มีต้นทุนต่ำ  นี่มาจากพื้นฐานที่กล่าวแล้วว่า  ผู้จัดการการลงทุนนั้น  ไม่สามารถที่จะเลือกหุ้นได้ถูกต้อง  ดังนั้น  ถ้าต้นทุนต่ำ  ผลตอบแทนก็จะสูง
2.    พิจารณาอย่างรอบคอบถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากคำแนะนำต่าง ๆ  ข้อนี้ก็คล้าย ๆ  กับข้อแรก  เขาคิดว่าคำแนะนำส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์และไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป
3.    อย่าให้ค่ากับผลงานในอดีตของกองทุนมากเกินไป  เขาเชื่อว่าอดีตไม่ได้บอกว่าอนาคตกองทุนจะบริหารได้ดีเหมือนกับที่ผ่านมา
4.    ใช้ผลงานในอดีตที่ผ่านมาเป็นตัวกำหนดว่ากองทุนมีความสม่ำเสมอของผลงานและมีความเสี่ยงขนาดไหน
5.    ระวัง  ดารา”  นี่ก็คือ  ผู้จัดการกองทุนรวมที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็น  ดารา”  มีผลงานที่โดดเด่น  เพราะดาราเหล่านี้  ในอนาคตก็มักจะ ตกอับ”  ผลงานแย่ลงหลังจากที่เราเข้าไปลงทุนซื้อหน่วยลงทุนของเขา
6.     ระวังขนาดของกองทุน  เพราะเมื่อกองทุนยังเล็กนั้น  หลายกองทุนอาจจะทำผลงานได้อย่างโดดเด่น  แต่เมื่อกองทุนใหญ่ขึ้น  ผลตอบแทนการลงทุนก็มักจะแย่ลง
7.   อย่าลงทุนในหลาย ๆ  กองทุนเกินไป  เพราะมันไม่มีประโยชน์  การคิดว่ากองนั้นบริหารได้ดี  กองนี้มีนโยบายที่น่าสนใจ และอื่น ๆ  นั้น  ไม่ได้เพิ่มผลตอบแทนให้เรา
8.    ซื้อกองทุนเท่าที่เหมาะสมกับตนเองแล้ว  ถือไว้  ไม่ต้องไปซื้อ ๆ  ขาย ๆ ตามภาวะตลาดหรือเปลี่ยนกองทุนหรือผู้บริหารกองทุนไป ๆ  มา ๆ 

การลงทุนซื้อกองทุนรวมนั้น  เป็นกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่เหมาะกับคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีเวลาหรือความสามารถในการวิเคราะห์หุ้น  ในประเทศไทยเองนั้นดูเหมือนว่าคนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะมีค่อนข้างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับในตลาดหุ้นสหรัฐที่นักลงทุนรายย่อยมักจะลงทุนผ่านกองทุนรวมในขณะที่นักลงทุนรายย่อยบ้านเรานั้นชอบลงทุน เล่นหุ้นเอง   ว่าไปแล้ว  กองทุนรวมหุ้นที่มีคนซื้อมากดูเหมือนว่าจะเป็นกองทุน LTF หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่คนลงทุนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเป็นหลัก  นอกเหนือไปจากนั้นก็จะเป็นการซื้อกองทุนรวมที่มีผู้บริหารกองทุนเลือกซื้อหุ้นซึ่งผลงานการลงทุนดูเหมือนว่าจะไม่น่าประทับใจนัก
   
สำหรับคนที่ลงทุนซื้อกองทุนรวม  กองทุนที่อิงดัชนีดูเหมือนว่าจะไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร  เหตุผลเป็นอย่างไรผมก็ไม่ทราบ  อาจจะเป็นเพราะไม่มีคนเชียร์หรือชี้ให้เห็นถึงผลงานและข้อดีของกองทุนอิงดัชนีอย่าง จอห์น โบเกิล ก็ได้  และถ้าเป็นสาเหตุนี้   ผมเองก็ขอแนะนำไว้ ณ. ที่นี้เลยว่า  การลงทุนในกองทุนหุ้นที่อิงดัชนีคือการลงทุนในกองทุนรวมที่ดีที่สุด  และนี่ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เห็นอย่างนั้น  วอเร็น บัฟเฟตต์ เองแนะนำว่า  สำหรับนักลงทุนรายย่อยโดยทั่วไป  กลยุทธ์การลงทุนที่ดีที่สุดก็คือ  การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่อิงดัชนีที่มีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำที่สุด

31  พฤษภาคม  2554

เล่นหุ้นตามเซียน



ในช่วงเร็ว ๆ  นี้  แนวทางการลงทุนหรือการเล่นหุ้นที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดน่าจะเป็นการลงทุนแบบ  “Value Investment”  เพราะหุ้น “Value”  หรือหุ้นที่มี  พื้นฐาน”  ที่ดี หลาย ๆ  ตัวนั้น  มีราคาปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น  นอกจากนั้น  ปริมาณการซื้อขายหุ้นก็เพิ่มสูงขึ้นมาก  หลาย ๆ      ตัวกลายเป็นหุ้นยอดนิยมที่มีปริมาณการซื้อขายติดอันดับสูงสุดหนึ่งในสิบของตลาดหุ้นทั้ง ๆ  ที่เป็นหุ้นขนาดเล็ก  ถ้ามองเฉพาะปริมาณการซื้อขายก็น่าจะพูดได้ว่าหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้น เก็งกำไรอย่างรุนแรงไปแล้ว  หุ้นที่เรียกว่า “Value” ที่คนเล่นกันทั้งตลาดนั้นเอง  ถ้ามองจากข้อมูลตัวเลขและการวิเคราะห์ตามมาตรฐานของ Value Investor “พันธุ์แท้”  ก็ดูเหมือนว่าหุ้นเหล่านั้นที่อาจจะ เคย”  เป็นหุ้น Value หมดความเป็น Value ไปแล้วด้วยเหตุผลที่ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปเกิน พื้นฐานมาก

อะไรทำให้หุ้นคุณค่ากลายเป็นหุ้นยอดนิยม?   คำตอบผมคิดว่าเกิดจากจำนวนของนักลงทุนที่เป็น Value Investor หรือ VI มีจำนวนมากขึ้นและที่สำคัญกว่าก็คือ  มีเม็ดเงินที่ใช้ในการลงทุนมากขึ้นมาก  นักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้าตลาดในช่วงหลัง ๆ  นี้  เริ่มเห็นคุณค่าของการลงทุนในกิจการที่ดีและมีราคาถูกให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการฝากเงินซึ่งให้ดอกเบี้ยน้อยมาก  แต่ปัญหาของนักลงทุนก็คือจะหาหุ้นตัวไหนที่จะเป็นหุ้น  “Value”   ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่จะวิเคราะห์หุ้นได้อย่างลึกซึ้ง  ดังนั้น  ทางออกก็คือ  คอยดูว่าคนที่วิเคราะห์หุ้นเก่ง ๆ  ระดับ  เซียน”  ว่าเขาซื้อหุ้นตัวไหน  เสร็จแล้วก็ซื้อตาม  นี่เป็นวิธีการ  ลอกการบ้าน”  ที่ไม่มีครูจับได้    ในอีกด้านหนึ่ง  เซียนเอง  บ่อยครั้งก็อยากให้ลอกการบ้าน  หลาย ๆ คนพยายามกระจายคำตอบให้คนอื่นลอกด้วยเหตุผลที่ว่า  ถ้ามีคนซื้อหุ้นตามมาก ๆ   หุ้นที่ตนเองซื้อไว้ก็จะมีราคาปรับตัวขึ้น  ดังนั้น  ทั้งคนลอกการบ้านและคนให้ลอกต่างก็ได้ประโยชน์  โดยเฉพาะในช่วงสั้น ๆ  ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป  และนี่คือสิ่งที่ผมจะพูดถึงการลงทุน กระแสใหม่”  ที่ผมอยากจะเรียกว่าการ  เล่นหุ้นตามเซียน”  หรือถ้าจะเรียกให้เท่ขึ้นไปหน่อยก็คือ  Celebrity Investment หรือเรียกย่อ ๆ  ว่า  CI  ซึ่งเป็นการเล่นหุ้นตามคนดังหรือ  เซียน VI”

เรื่องการเล่นหุ้นตามเซียนนี้  ปีเตอร์ ลินช์ เขียนไว้ในหนังสือ One Up on Wall Street ว่า  เขาไม่แนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นตามเซียนหรือตัวเขาเอง   เหตุผลมี 3 ข้อ  คือ  1) เซียนหรือ ปีเตอร์ ลินช์อาจจะผิด เขาบอกว่าเขาผิดประมาณ 40% ของการเลือกซื้อหุ้น)  ข้อ 2) แม้ว่าเขาจะถูก  คุณก็ไม่มีทางรู้ว่าเขาจะเปลี่ยนใจเกี่ยวกับหุ้นและขายไปเมื่อไร)  และข้อ 3)  คุณมีข้อมูลที่ดีกว่า  และมันอยู่รอบ ๆ ตัวคุณ  สิ่งที่ทำให้มันดีกว่าก็คือ  คุณสามารถที่จะติดตามมันได้  เช่นเดียวกับที่ ปีเตอร์ ลินช์ ติดตามหุ้นของเขา  อย่างไรก็ตาม  คำแนะนำของลินช์เองนั้น  ผมคิดว่าคนที่จะปฎิบัติตามน่าจะเป็นคนที่มีความรู้หรือมีความสามารถหรือมีความตั้งใจสูงที่จะศึกษาวิธีการลงทุนแบบ VI  ส่วนคนที่  เล่นหุ้น”  นั่นก็คือ  คนที่หวังทำกำไรอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นคงจะไม่เห็นด้วยและคิดว่า  CI น่าจะให้ผลได้ดีกว่า

การลงทุนแบบ CI นั้น  ดูเหมือนว่าจะไม่ยากโดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารต่าง ๆ  สามารถกระจายไปได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่ออีเล็คโทรนิคส์สมัยใหม่ต่าง ๆ   วิธีก็คือ  ขั้นแรก  ดูว่าใครคือ  เซียนนี่ก็คือการเข้าไปตามเวบไซ้ต์หรือสื่อต่าง  ๆ  ที่มีการกล่าวขวัญถึงว่าใครสามารถซื้อขายหุ้นทำกำไรได้มากมายขนาดไหนในระยะเวลาอันสั้น  นอกจากนั้น   การบอกต่อ ๆ  กันในหมู่นักลงทุนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ  เมื่อกำหนดได้แล้วว่าใครคือเซียน  สิ่งที่จะต้องทำต่อมาก็คือ  คอยติดตามว่าเซียนกำลังจะเข้าซื้อหุ้นตัวไหน  ซึ่งบางทีก็ไม่ยาก  เพราะเซียนจำนวนไม่น้อยก็พยายามบอกต่ออยู่แล้ว  ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม  ในบางครั้ง  ถึงเซียนจะไม่ได้บอก  แต่เนื่องจากเซียนได้เข้าซื้อหุ้นบางตัวจนมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ซึ่งจะถูกรายงานในเวบไซ้ต์ของตลาดเมื่อมีการปิดบุ๊คเพื่อการประชุมผู้ถือหุ้น  แต่ข้อมูลนี้อาจจะไม่เป็นปัจจุบันมากนัก  บางกรณีอาจจะเกิดขึ้นมาแล้วเป็นปีก็เป็นได้

เมื่อกำหนดได้แล้วว่าใครคือเซียน  CI แต่ละคนดูเหมือนจะรู้ว่าเซียนแต่ละคนนั้น  มี กระบวนท่า”  หรือใช้หลักการลงทุนแนวไหน  เช่น  ชำนาญทางด้านหุ้นโตเร็ว  หุ้นวัฏจักร  หุ้นฟื้นตัว  หุ้นมีสตอรี่ หรืออื่น ๆ  รวมถึงระดับของพอร์ตหรือเม็ดเงินที่มักจะเข้าซื้อหุ้นด้วย  ประเด็นก็คือ  CI นั้น  มักจะซื้อตามเซียนที่มีแนวคิดหรือ จริตที่สอดคล้องกับตัวเองและไม่ตามเซียนที่มีแนวทางอีกแบบหนึ่ง  ตัวอย่างเช่น  ถ้าตนเองนั้นชอบเล่นหุ้นแบบสั้น ๆ  ไม่เกินปีหรือไม่เกินหนึ่งเดือน  โอกาสก็คือ  เขาจะไม่สนใจเซียนที่ชอบลงทุนระยะยาว  แต่จะชอบเซียนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่จะมีผลการดำเนินงานในระยะสั้นที่ดีมากกว่า

เมื่อพบว่าเซียนได้เข้าซื้ออย่างมีนัยสำคัญแล้ว  CI “วงใน”  นั่นคือ  CI  ที่อาจจะคุ้นเคยกับเซียนก็จะซื้อตามก่อน  ต่อมาข้อมูลที่ว่าเซียนได้เข้าซื้อแล้วก็จะถูก  ถ่ายทอด”  ต่อมายัง CI “วงนอก”  ที่อาจจะห่างออกมาหน่อยแต่ก็ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่มเช่นที่ติดตามเวบไซ้ต์การลงทุนอย่างใกล้ชิดซึ่งจะเริ่มมาซื้อตามหลังจากราคาหุ้นเริ่มเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเนื่องมาจากการที่มีแรงซื้อเพิ่มขึ้นมามาก  กระบวนการนี้จะคล้าย ๆ  กับสิ่งที่ จอร์จ โซรอส พูดถึง  นั่นคือ  กระบวนการ Reflexivity หรือกระบวนการที่คนในตลาดซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น  ซึ่งส่งผลให้พื้นฐานหรือมุมมองต่อหุ้นเปลี่ยนไป  ทำให้คนมาซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นอีก  ซึ่งก็จะกลับมาเสริมพื้นฐานหรือมุมมองของหุ้นต่อไปอีกต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่  ในบางครั้งกระบวนการนี้ก็อาจจะรุนแรงมากขึ้นจนราคาหุ้นกลายเป็นฟองสบู่เนื่องจาก CI ชุดสุดท้ายที่เข้ามาเล่น

CI  ชุดท้าย ๆ  ก็คือนักเล่นหุ้นทั่ว ๆ  ไป ที่ได้ข่าวว่าเซียนได้เข้ามาซื้อหุ้นจากสื่อกระแสหลักเช่นหนังสือพิมพ์และอาจจะบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์  พวกเขาจะเข้ามาเก็งกำไรจากความผันผวนของราคาหุ้นเป็นหลัก  ด้วยปริมาณการซื้อขายมโหฬารเนื่องจากเป็นการซื้อขายเป็นรายวันหรืออาจจะเป็นรายนาทีCI กลุ่มนี้จะไม่สนใจเลยว่าหุ้นนั้นยังมี Value หรือไม่  สิ่งที่พวกเขาคาดหรือจับตานั้นมีเพียงเรื่องเดียว  นั่นก็คือ  หุ้นตัวนี้  รายใหญ่หรือจ้าวหรือสปอนเซอร์ ยังเล่นหรือไม่  ถ้ายังเล่น  พวกเขาก็พร้อมเข้ามาเสี่ยง  ถ้าเลิกก็  ตัวใครตัวมันเหนือสิ่งอื่นใด  เขาคิดว่าเขาจะ ออกทันเสมอเนื่องจากปริมาณการซื้อขายหุ้นเมื่อถึงจุดนี้มีสูงมาก  อย่างไรก็ตาม  หลาย ๆ  ครั้ง  การตกของหุ้นในจุดนี้จะแรงมากจนหนีไม่ทันก็มี

การเป็น CI นั้น  ในช่วง 2- 3 ปี มานี้  ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นบูมเป็นกระทิง  ดูเหมือนว่าจะเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ทำเงินได้ไม่น้อยสำหรับบางคนโดยเฉพาะที่เป็น CI วงต้น ๆ   เหนือสิ่งอื่นใด  อาจจะเป็นช่วงที่ยังมีหุ้น Value ที่ยังถูกมากเหลืออยู่ให้เซียนเข้าไปเก็บและเผื่อไปถึง CI ได้ไม่น้อย  อย่างไรก็ตาม  อนาคตหลังจากนี้  หุ้นที่เป็น Value อาจจะเหลือน้อยหรือแทบหมดแล้ว  และเซียนก็อาจจะผิดพลาดได้  ดังนั้น  CI ที่เข้าไปซื้อตามอาจจะพบว่าการทำเงินนั้นยากลำบากมากขึ้นจนถึงกับขาดทุนก็เป็นไปได้โดยเฉพาะ CI วงหลัง ๆ    สำหรับผมแล้ว  การเป็น CI นั้น  ยากที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว  ดังนั้น  สำหรับ  VI ที่มุ่งมั่นแล้ว  การวิเคราะห์และตัดสินใจด้วยตนเองจะดีกว่าการ ลอกการบ้าน”  แน่นอน  แม้ว่าเราจะไม่เก่งเท่าเซียน    
18  พฤษภาคม  2554

เรียนรู้การเมือง



การเลือกตั้งที่กำลังมาถึงในเร็ว ๆ นี้  เป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนของคนจำนวนไม่น้อย  เพราะรัฐบาลที่จะตามมานั้น  ยังไม่รู้ว่าจะเป็นใคร  เข้ามาแล้วจะมีนโยบายอย่างไรชัดเจนแม้ว่าจะมีการประกาศนโยบายต่าง ๆ  ของพรรคการเมืองออกมาแล้ว  นอกจากเรื่องของนโยบายแล้ว  แนวความคิดหรือปรัชญาทางการเมืองของแต่ละพรรคก็เป็นประเด็นสำคัญไม่น้อยกว่าหรือน่าจะพูดว่าสำคัญยิ่งกว่าเรื่องของนโยบายที่เขียนไว้  เพราะแนวความคิดหรือปรัชญาทางการเมืองนั้น  มักจะเป็นตัวกำหนดว่า  พรรคนั้นจะทำอย่างไรหรือตัดสินใจอย่างไรต่อแนวทางในการบริหารประเทศโดยเฉพาะในด้านของเศรษฐกิจ  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  จะเอื้อหรือขัดขวางการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน
แนวความคิดหรือปรัชญาทางการเมืองหลัก ๆ  ที่ผมคิดว่าสามารถอธิบายได้ชัดเจนในโลกนี้น่าจะแบ่งได้เป็นสองค่ายหรือสองกลุ่มนั่นก็คือ  ฝ่ายที่เรียกว่า ทุนนิยมกับฝ่าย สังคมนิยม”  แต่นี่ก็เป็นเพียงเรื่องของแนวความคิดทางเศรษฐกิจที่สองฝ่ายมีความเห็นไม่เหมือนกันหรือตรงกันข้าม  ที่จริงยังมีเรื่องหรือประเด็นอื่น ๆ  อีกมากที่แต่ละฝ่ายมองไม่เหมือนกันและดังนั้นเวลาแบ่งค่ายจึงมีการใช้คำที่ครอบคลุมความหมายที่กว้างกว่าโดยเรียกว่าเป็น  ฝ่าย ขวากับฝ่าย ซ้าย”  โดยที่ฝ่ายขวานั้นเชื่อในระบอบเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยมและฝ่ายซ้ายเน้นที่สังคมนิยม
ถ้าจะให้มองภาพที่ชัดเจนว่าฝ่ายขวาคิดอย่างไรและฝ่ายซ้ายคิดอย่างไรในประเด็นเรื่องต่าง ๆ  นั้น  ผมคิดว่าถ้ามองในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นประเทศคงมองได้ไม่ชัดเจนนัก  เหตุผลก็เพราะว่าในช่วงหลัง ๆ  การแตกแยกหรือแบ่งแยกอุดมการณ์ทางการเมืองนั้น  เบลอ”  มากขึ้นทุกที  หาประเทศที่เป็นขวา ตกขอบหรือซ้าย สุดโต่งได้ยาก  ประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยมหลายแห่งก็ กอดรัดทุนนิยมเข้าไปเต็มที่  ตัวอย่างเช่นในประเทศจีนเป็นต้น  ในทางตรงกันข้าม  ประเทศที่เคยเป็นทุนนิยมจัด ๆ  เช่นในประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากก็หันมาเน้นนโยบายแบบสังคมนิยมมาก ๆ  กลายเป็น รัฐสวัสดิการไปเลยก็มี  ดังนั้น  เพื่อที่จะอธิบายความคิดแบบซ้าย-ขวาให้เห็นภาพได้ชัดเจน  ผมจึงอยากที่จะใช้ตัวอย่างของสองประเทศในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สองมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น  เหตุผลก็คือ  นั่นเป็นช่วงเวลาที่อุดมการณ์ทางการเมืองกำลังมาแรงเป็นกระแสระดับโลกที่ เชี่ยวกราก”  สองประเทศที่ว่าก็คือ  เยอรมัน  ตัวแทนของฝ่ายขวา  กับ สหภาพโซเวียตรัสเซีย ตัวแทนของฝ่ายซ้าย
ความคิดแบบขวานั้น  ประเด็นแรกก็คือ  มองว่าคนเรานั้น  ไม่เท่าเทียมกัน  มีคนที่เหนือกว่าคนอื่นในสังคม  คนที่เหนือกว่าก็ควรต้องมีสิทธิมีเสียงมากกว่า  เป็นผู้นำ  เป็นผู้ที่จะกำหนดเรื่องราวต่าง ๆ  ให้คนที่ด้อยกว่าทำตาม  พูดง่าย ๆ  คนที่ปกครองต้องเป็นคนที่เหนือกว่าหรือดีกว่า   นั่นคือสิ่งที่ฮิตเลอร์คิดและทำ  เขาคิดว่าคนเยอรมันหรือพูดให้ถูกต้องก็คือคนเชื้อชาติ อารยัน”  นั้นเป็นคนที่เหนือกว่าคนอื่นโดยเฉพาะคนรัสเซียที่เป็นชนเผ่า  สลาฟ”  และดังนั้น  เยอรมันจะต้องปกครองรัสเซียและประเทศอื่น ๆ  โดยเฉพาะที่เป็นพวกสลาฟ   ฮิตเลอร์ยังคิดว่าพวกยิวนั้นเป็นชนชาติที่ด้อยและเลวร้ายจะต้องกำจัดให้หมดไป  ดังนั้น  เขาจึงสังหารคนยิวนับล้าน ๆ คน  ส่วนความคิดแบบซ้ายสุดนั้นมองว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน  ไม่มีชนชั้น  ดังนั้น  จึงต้องกำจัดชนชั้นให้หมดไปโดยเฉพาะนายทุนที่  กดขี่ขูดรีด”  ชน ผู้ใช้แรงงานที่เป็นกลุ่มชนชั้นล่างของสังคม

ฝ่ายขวานั้น  มักจะเน้นความเป็น ชาตินิยม”  เรื่องของดินแดนหรืออาณาเขตประเทศเป็นสิ่งที่ต้องรักษาและถ้าเป็นไปได้ต้องขยายออกไปให้ยิ่งใหญ่  การได้อาณาเขตเพิ่มเติมเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและความมั่นคงยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง  นั่นทำให้ฮิตเลอร์ยกทัพเข้ายึดครองประเทศเพื่อนบ้านและรัสเซีย  ตรงกันข้าม  ฝ่ายซ้ายนั้นไม่เน้นความเป็นชาตินิยมแต่เน้นความเป็นสากล  พวกเขาเชื่อว่าโลกหรือคนนั้นไม่ได้แบ่งกันที่อาณาเขตของประเทศ  แต่แบ่งที่ว่าคุณเป็นคนชั้นไหน  ผู้กดขี่หรือผู้ที่ ถูกกดขี่”  สำหรับพวกเขาแล้ว  เขาเน้นการ ส่งออก”  ความคิดแบบ  ปฏิวัติ”  และสนับสนุนให้คนที่ถูกกดขี่โดยเฉพาะกรรมกรและชาวนาต่อสู้เพื่อสร้างระบบสังคมนิยมขึ้นในประเทศของตนเอง  ไอดอลของฝ่ายซ้ายอย่าง เช กูวารา นั้น  เขาไปช่วยรบกับฝ่ายซ้ายในหลาย ๆ  ประเทศโดยเฉพาะในละตินอเมริกา

ฝ่ายขวานั้น  มักจะเน้นการเป็น วีรบุรุษ”  พวกเขาจะเชิดชูผู้นำที่โดดเด่น  ฮิตเลอร์ใช้สื่อทุกชนิดและกลุ่มคนต่าง ๆ  รวมถึงเยาวชนในการสร้างให้ตนเองเป็นวีรบุรุษและผู้นำของเยอรมัน  ฝ่ายซ้ายนั้นมักเน้นการปกครองหรือการนำเป็นกลุ่ม  หรือก็คือกลุ่มผู้นำของพรรคการเมืองเช่นพรรคคอมมิวนิสต์

การเป็นขวาจัดของเยอรมัน  นั้น  ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือคนเยอรมันอยากจะเป็น  สถานการณ์มักจะเป็นตัวกำหนด  นั่นก็คือ  เยอรมันเองถูกบีบจากสันนิบาตชาติหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เยอรมันเป็นฝ่ายแพ้และทำให้ต้องถูกยึดครองดินแดนและเสียค่าปฏิกรณ์สงครามรวมถึงต้องเสียศักดิ์ศรีในอีกหลาย ๆ  เรื่อง  ดังนั้น  อุดมการณ์ขวาจึงเกิดขึ้นได้ง่ายและแรง  รัสเซียเองนั้นกลายเป็นประเทศซ้ายจัดก็เกิดจากสถานการณ์ในประเทศเช่นเดียวกันแต่เป็นเรื่องของปากท้องและความเป็นธรรมที่คนรัสเซียต้องประสบซึ่งอาจจะรวมถึงการ  กดขี่ของผู้ปกครองจากระบอบการปกครองของซาร์ที่ไม่ยอมผ่อนตามความต้องการของคนโดยเฉพาะกรรมกรในเมือง  ดังนั้น  เมื่อเกิดการปฏิวัติประชาชน  ระบอบการปกครองหลังจากนั้นจึงเป็นซ้ายจัด  ซึ่งแน่นอน  ต้องกลายเป็นระบอบเผด็จการเช่นเดียวกับเยอรมันที่ก็ต้องเป็นเผด็จการไม่น้อยไปกว่ากัน

การเมืองไทยเองนั้น  ความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบ ขวา-ซ้าย ผมคิดว่ามีมาหลายสิบปีตั้งแต่สมัยที่จีนเป็นประเทศสังคมนิยมใหม่ ๆ  และ  ส่งออก”  แนวความคิดมาที่ประเทศไทยผ่านพรรคคอมมูนิสต์ไทย  แต่แนวความคิดแบบ ซ้าย-ขวา ที่มีการเผยแพร่และแสดงออกอย่างกว้างขวางนั้นน่าจะเริ่มหลังจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ที่นักศึกษาเป็น  หัวหอกในการเสนอแนวความคิดนี้  และเมื่อความคิดแบบซ้ายเปิดตัวออกมา  โดยธรรมชาติ  ความคิดแบบขวาก็ออกมาตอบโต้  สุดท้ายอย่างที่เราทราบกัน  ประกอบกับเหตุผลทางสภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคมระดับโลกที่เริ่มไม่เน้นในเรื่องของอุดมการณ์แต่สนใจเรื่องการ  ทำมาหากินมากกว่า  อุดมการณ์ทางการเมืองของคนไทยก็ เลือนหายไป  การเมืองไทยหลังจากนั้นก็เดินไป ทางสายกลาง”  เช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ของโลก

ผมไม่รู้ว่าเป็นเหตุผลใดแน่ชัด  อาจจะเป็นเรื่องของ อุบัติเหตุทางการเมือง”  การเมืองไทยกลับเข้าไปอยู่ใน ความขัดแย้ง”  ที่อาจจะมีกลิ่นอายของการเป็น ขวา-ซ้าย อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าในยุคนี้จะไม่มีใครเรียกแบบนั้น   ความแตกต่างในครั้งนี้ก็คือ  จำนวนคนที่เกี่ยวข้องดูเหมือนจะมากกว่าอดีตมาก  อย่างไรก็ตาม อุดมการณ์ทางการเมืองดูเหมือนจะไม่สุดโต่งเท่า  ว่าที่จริง  อาจจะไม่มีแนวคิดอะไรที่จะเป็นเรื่องในระดับที่เรียกว่า  ปฏิวัติ”  อะไรเลย  ผมก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะไม่เลยเถิดจนคุกคามชีวิตและการลงทุนของนักลงทุนในตลาดหุ้นแม้ว่าลึก ๆ  แล้ว  ผมรู้สึกว่า  การเมืองไทยในช่วงนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของการลงทุนที่ต้องจับตามอง เป็นความเสี่ยงที่ว่า  การเมืองอาจจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งทั้ง ๆ  ที่คนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น   

10  พฤษภาคม  2554

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม



ประเด็นทางสังคมกับการลงทุนนั้นถ้าคิดแบบผิวเผินก็ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกันไม่มาก  เพราะสังคมนั้นมักเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ  จนเราไม่ค่อยรู้สึกว่ามีการเปลี่ยน    อย่างไรก็ตาม  คนที่ผ่านหนาวผ่านร้อนมามากหรือพูดง่าย ๆ  มีอายุมากและตรึกตรองย้อนหลังอย่างพินิจพิจารณาก็จะรู้ได้ว่า  สังคมไทยนั้น  มีการเปลี่ยนแปลงไปมากจนไม่น่าเชื่อ  ผมเองที่มีอายุ ใกล้เกษียณก็เป็นหนึ่งในนั้น  และการเปลี่ยนแปลงนั้น  แน่นอน  ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย  แต่เป็นไปทั้งโลก  ซึ่งประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่ง  ว่าที่จริง  ถ้าพูดถึงเรื่องของสังคมแล้ว  คำว่า ไทยนั้น  ผมดูว่ามีความหมายน้อยลงไปมาก  ลองไปถามเด็กวัยรุ่นไทยในปัจจุบันว่าการเป็นคนไทยนั้นทำให้เขาแตกต่างจากวัยรุ่นในประเทศอื่นอย่างไรคำตอบของพวกเขาคงจะเบลอไปหมด  บางทีคำตอบที่มากที่สุดอาจจะเป็นว่า  เขาพูดภาษาไทย”  นอกเหนือจากนั้นแล้ว  เขาก็คิดและทำ  เหมือน ๆ  กับคนทั้งโลก”  ลองมาดูกันว่ามีอะไรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากนับจากวันที่ผมยังเป็นวัยรุ่นเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว

เมื่อสัปดาห์ก่อนในงานอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าชาย วิลเลี่ยม ของราชวงศ์อังกฤษกับนางสาว เคท มิดเดิลตัน ซึ่งเป็นสามัญชน  ผมได้รับรู้เรื่องราวสองเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ในสมัยที่ผมยังเรียนชั้นมัธยมหรือมหาวิทยาลัยนั่นก็คือ  เรื่องแรก  เคท ไม่ยอมกล่าวคำสาบานว่าจะ  เชื่อฟังคำสั่งหรืออยู่ในโอวาทของสามีซึ่งในอนาคตจะเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ถือว่ายังยึดมั่นใน ขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด   ส่วนเรื่องที่สองที่น่าจะยิ่ง ช็อคสำหรับคนรุ่นใกล้ ๆ กับผมก็คือ  เคทและเจ้าชายวิลเลี่ยมให้สัมภาษณ์อย่างเปิดเผยว่าทั้งคู่  อยู่กันมาก่อนแต่งงาน”  ทั้งสองเรื่องนี้  ถ้าเป็นสมัยก่อนคงเป็นเรื่องใหญ่ที่จะทำให้เกิดโกลาหลถึงขนาด  พัง”  กันได้   แต่ใน พ.ศ. นี้  ดูเหมือนว่าไม่มีใครติดใจอะไรเลย  เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับกันได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา  นั่นคือ  ข้อแรก  หญิงชายมีความเสมอภาคกัน  ดังนั้นหญิงไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคำสั่งของชาย  ข้อสอง  ธรรมเนียม รักนวลสงวนตัวของผู้หญิงนั้น  หมดไปแล้ว  ว่าที่จริง  ธรรมเนียมนี้ก็เป็นผลต่อมาจากธรรมเนียมเรื่องความไม่เสมอภาคระหว่างชายกับหญิง  เมื่อชายกับหญิงเท่าเทียมกันแล้ว  ธรรมเนียมว่าชายกับหญิงไม่ควรมีสัมพันธ์ขนาดอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงานก็หมดไป

ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้คน รุ่นใหม่”  ของไทยก็มีความคิดแบบเดียวกับเคทและเจ้าชาย      วิลเลี่ยมแม้ว่า คนรุ่นเก่า”  จำนวนไม่น้อยก็ยัง รับไม่ได้ตัวอย่างเล็ก ๆ  ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ของปีนี้ก็คือ  เด็กสาววัยรุ่น 3-4 คน เปลือยกายเต้นโชว์ต่อหน้าผู้คนจำนวนมากที่กำลังเล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่ที่ถนนสีลม  หลังจากการตีพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์  ข่าวนี้ก็กลายเป็น  เรื่องใหญ่”  ทาง   ขนบประเพณีและวัฒนธรรมไทย”  ดูเหมือนว่าการกระทำของเด็กสาวดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายและจะต้องถูกลงโทษทางสังคมอย่างรุนแรง   แต่ถ้าถามคน รุ่นใหม่ที่ไม่ เสแสร้ง”  ผมเชื่อว่าพวกเขาน่าจะรู้สึก  เฉย ๆ”  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  พวกเขาอาจจะมองว่า  มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา  ว่าที่จริงธรรมชาติของผู้หญิงก็ชอบโชว์อยู่แล้ว  ไม่อย่างนั้นผู้หญิงจะชอบแต่งตัวแต่งหน้ากันหรือการแก้ผ้าโชว์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการโชว์เท่านั้น  และลองไปดูที่บราซิลหรือในอีกหลาย ๆ ประเทศ  พวกเขาก็แก้ผ้าโชว์กันเป็นเรื่องปกติ  เมืองไทยต่างหากที่เป็นปัญหา

ก่อนหน้านี้เพียงไม่ถึงเดือน  มีการทำโพลทางอินเตอร์เน็ตของนิตยสารไทม์ถ้าผมจำไม่ผิด  ว่าใครคือผู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก  คำตอบที่ออกมานั้นทำให้ผมรู้สึกทึ่งมาก  เพราะว่าคนที่ได้อันดับหนึ่งนั้น  ไม่ใช่ประธานาธิบดีของอเมริกาหรือจีนอย่างที่ควรจะเป็นถ้าเป็นโพลสมัยที่ผมยังเป็นวัยรุ่นหรือเพียง 10-20 ปีที่แล้ว  หรือเป็นบริตนีย์สเปียร์หรือแบรดพิตต์เมื่อ 5- 6 ปีก่อน   แต่เป็น  เรน  นักร้องชาวเกาหลีที่ร้องและเต้นได้โดดเด่นมากที่สุดในช่วงเร็ว ๆ  นี้   ใครจะไปคิดว่านักร้องหน้าตา ตี่ ๆจากประเทศเล็ก ๆ  ในเอเซียจะกลายเป็น  ไอดอลของคนทั้งโลกได้   ในสมัยก่อนนั้น  ผมรู้สึกแต่ว่า  คนที่จะ นำในเรื่องของความคิดและวัฒนธรรมระดับโลกได้จะต้องเป็นคนผิวขาวหรือไม่ก็ผิวดำจากประเทศมหาอำนาจเท่านั้น  แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป   ว่าที่จริงมันคงเปลี่ยนมาได้พักใหญ่แล้ว  เห็นได้จากการที่วัยรุ่นไทยสมัยนี้  บ้าเกาหลี”  อะไรที่เป็น เกาหลีพวกเขาจะรู้สึกนิยมชมชอบ  ผมต่างหากที่ ตามไม่ทัน”  และมันคงไม่ใช่เฉพาะที่เมืองไทย  แต่ขยายไปทั่วโลก  อุทาหรณ์เรื่องนี้ก็คือ  สังคมกำลังเป็น สังคมโลก”  ที่ทุกประเทศมีส่วนกำหนด  ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศมหาอำนาจหรือบางชาติพันธุ์อีกต่อไป  และประเทศไทยก็หนีไม่พ้น

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  เรื่องของการ ปฏิวัติประชาชนในกลุ่มประเทศอาหรับและอาฟริกาเหนือในช่วงนี้   นี่คือกลุ่มประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบ  เผด็จการ”  ที่มีผู้นำ  ปกครองประเทศมายาวนาน  การปกครองที่ผ่านมายาวนานนั้นดูเหมือนว่าจะราบรื่นพอสมควรจนทำให้เราคิดว่าประชาชนของประเทศเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากคนที่อื่นเนื่องด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่  แต่แล้วทันใดนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป  ประชาชนจำนวนมากลุกฮือขึ้นมาทวงสิทธิและความเสมอภาคและต้องการ  ประชาธิปไตย”  และพร้อมต่อสู้แลกด้วยชีวิตจนผู้นำที่อยู่อย่างมั่นคงมานานต้องยอมแพ้และยอมให้มีการปฏิรูปการปกครองที่จะแตกต่างจากระบอบเดิมไปมาก   ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะสื่อต่าง ๆ  ทางอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อสังคมที่ทรงอิทธิพลอย่างเฟซบุคที่สร้างค่านิยมใหม่ ๆ  ขึ้นในสังคมที่ ถูกปิดด้วยอำนาจของผู้ปกครอง  นอกจากนั้น  มันยังช่วยรวบรวมพลังของคนเหล่านั้นให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้เผด็จการได้  ผลกระทบจากเรื่องของการลุกฮือของประชาชนในประเทศตะวันออกกลางนั้น  ผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณว่า  สังคมของคนทั่วโลกนั้น  มีแนวโน้มที่จะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมากกว่าที่จะเป็นแนวเผด็จการ  ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นที่โลกยังไม่แน่นอนว่าจะมีแนวโน้มไปทางไหน  และเผด็จการก็ยังเป็นทางที่เดินในหลาย ๆ  ประเทศ

กล่าวโดยสรุปก็คือ  สังคมไทยในวันนี้นั้น  เปลี่ยนแปลงไปมากจากอดีต  เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกอย่างใกล้ชิด  และสังคมนั้น  เปลี่ยนจากความไม่เท่าเทียมในด้านต่าง ๆ  เฉพาะอย่างยิ่งในด้านของเพศและสิทธิทางการเมืองจากที่ไม่เท่าเทียมเป็นเท่าเทียมกันมากขึ้น  เช่นเดียวกัน  ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมต่าง ๆ  ของเราก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของโลกมากขึ้นเรื่อยจนสิ่งที่เราทำแตกต่างจากสังคมโลกนั้น  เป็นคล้าย ๆ  กับเรื่องของรายละเอียดมากกว่าจะเป็นความแตกต่างโดยพื้นฐาน  เช่น  งานสงกรานต์นั้นอาจจะเป็นงานรื่นเริง ทั้งเมืองคล้าย ๆ  งานมาดริการ์ของประเทศอย่างบราซิลมากกว่าจะเป็นเรื่องทางศาสนาหรือประเพณีโบราณ  ปัญหานั้น  ไม่ใช่อยู่ที่ว่าสังคมจะเปลี่ยนหรือไม่  แต่ปัญหาก็คือ  ในโลกที่คน รุ่นเก่า”  ยังมีจำนวนและอิทธิพลในสังคมอยู่มาก  ดังนั้น  การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ราบรื่น”  อย่างไรก็ตาม  ความไม่ราบรื่นส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาอะไรนอกจากความหงุดหงิดของคน  แต่ในบางครั้ง  มันก็สามารถทำให้เกิดแรงกระทบกระทั่งที่รุนแรงจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้  หน้าที่ของ  VI ก็คือ  ติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มใหญ่ทางสังคม  ดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นและมันเป็นสิ่งที่คุกคามหรือเป็นโอกาสในการลงทุน   

พฤษภาคม  2554