วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แรงจูงใจของเจ้าของ


ในการวิเคราะห์หุ้นเพื่อการลงทุนแบบ VI นั้น  สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ  การวิเคราะห์ถึงแรงจูงใจของเจ้าของหรือผู้บริหารเกี่ยวกับหุ้นที่เรากำลังดูอยู่  เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญต่อการแบ่งสรรกำไรระหว่างเจ้าของ  ผู้บริหาร  และผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือนักลงทุน  พูดง่าย ๆ  เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายจะได้รับจากกิจการและตัวหุ้น   บางคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารบริษัทอยู่แล้ว   แต่จริง ๆ  ไม่ใช่   เจ้าของหรือผู้บริหารเป็นคนที่คุมอำนาจในการตัดสินใจและ คุมเกมที่จะทำให้ผลประโยชน์นั้นตกอยู่กับตนเองมากที่สุด  ถ้าผลประโยชน์สูงที่สุดของเขาตรงกับผลประโยชน์ของนักลงทุน  นั่นก็คือสิ่งที่ดี   แต่ถ้าผลประโยชน์ของเขาคือผลเสียของนักลงทุนรายย่อย   การเข้าไปเล่นหุ้นแบบนี้ก็ต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งขึ้น    ลองมาดูตัวอย่างที่ผมเคยพบมา

เรื่องแรก  บริษัทเป็นกิจการขนาดเล็กที่มีผลการดำเนินงานดี  มีทรัพย์สินมากเมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้นของบริษัท  มีเงินสดค่อนข้างมากขณะที่ไม่มีหนี้จากการกู้ยืม  ปีแล้วปีเล่า  บริษัทจ่ายปันผลค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับกำไรที่ทำได้ทั้ง ๆ  ที่กิจการของบริษัทก็ไม่ได้ขยายงานอะไรนักและก็ไม่ใช่กิจการที่ต้องลงทุนมาก   ผู้ถือหุ้นรายย่อยต่างก็อยากให้บริษัทจ่ายปันผลให้มากขึ้นแต่ดูเหมือนว่าผู้บริหารก็ไม่ใคร่สนใจจะทำ  ตรงกันข้าม  ผู้บริหารกลับเสนอให้บริษัทออก  ESOP หรือออกหุ้นราคาต่ำเสนอให้กับผู้บริหารและพนักงาน    ดูเหมือนว่าจะมีความพยายาม  โอนความมั่งคั่งจากผู้ถือหุ้นสู่ผู้บริหารที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ผมลองวิเคราะห์ดูก็พบว่า  บริษัทนี้มีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นคนที่ร่ำรวยมาก   มีกิจการอื่นที่ใหญ่โตอยู่นอกตลาดหุ้น  มีพนักงานมากมายที่เป็นคนเก่าแก่ที่เขาต้องดูแลและรักษาเอาไว้โดยการให้ผลตอบแทนที่ดี    สำหรับเจ้าของรายนี้  ความมั่งคั่งของเขาที่มีอยู่ในบริษัทจดทะเบียนที่กล่าวถึงนี้คิดเป็นสัดส่วนน้อยมาก  ดังนั้น  เขาจึงไม่ใคร่สนใจที่จะต้องได้รับผลประโยชน์มากมายจากบริษัท  ในอีกด้านหนึ่ง  เขาก็ส่งคนเข้าไปเป็นกรรมการและ/หรือผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียน  คนเหล่านี้บางคนก็ยังทำงานในบริษัทส่วนตัวของเขาอยู่  ดังนั้น  ผมจึงสงสัยว่า  ผู้ถือหุ้นใหญ่อาจจะไม่ได้ต้องการเงินปันผลมากนัก  แต่เขาอาจจะต้องการใช้บริษัทนี้เป็นแหล่งให้ผลประโยชน์แก่ลูกน้องของเขาผ่านเงินเดือน  เบี้ยประชุม  หรือแม้แต่  ESOP มากกว่า 

เรื่องที่สอง  เช่นเดิม  บริษัทเป็นกิจการที่ดีมาก  มีกำไรสูงมาตลอด  มีเงินสดเหลือล้น  และการลงทุนเพิ่มก็ไม่ได้มีมากนัก  แต่บริษัทก็จ่ายปันผลน้อยมาก  สืบดูแล้วพบว่า  ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนั้นเป็นสถาบันที่  ไม่มีเจ้าของ  การบริหารงานและการตัดสินใจต่าง ๆ  อยู่ในมือของผู้บริหาร  ดังนั้น   แรงจูงใจที่จะจ่ายปันผลมากดูเหมือนว่าจะไม่มี   ต่อมามีการ  Take Over หรือครอบงำกิจการโดยบุคคลซึ่งรวมถึงผู้บริหารด้วย   หลังจากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่กลายเป็นกิจการที่  มีเจ้าของแล้ว  บริษัทก็ประกาศจ่ายปันผลอย่าง  มโหฬาร  แรงจูงใจเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

กรณีที่สาม  บริษัทนี้เป็นกิจการเก่าแก่  กิจการของบริษัทหรือที่จริงน่าจะเรียกว่ากลุ่มบริษัทนั้นหลายอย่างอาจจะเรียกว่าอยู่ในอุตสาหกรรม  ตะวันตกดิน  อย่างไรก็ตาม  บริษัทก็มีการขยายงานไปในอุตสาหกรรมที่กำลังรุ่งเรืองเช่นกันทั้งในและต่างประเทศ  ถ้ามองจากทรัพย์สินและผลการดำเนินงานรวมถึงปันผลที่ค่อนข้าง  สม่ำเสมอในแง่ของเม็ดเงิน  ผมคิดว่าหุ้นนี้เป็นหุ้นที่  ถูกมากตัวหนึ่ง   อย่างไรก็ตาม    นักลงทุนก็แทบไม่เคยได้รับ  รางวัลอะไรเลยจากการที่บริษัทมีกำไรดีหรือดีมากในบางปี  ดูเหมือนว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยกำลังถือหุ้นที่คล้าย ๆ  กับหุ้นกู้ที่ได้ดอกเบี้ยในอัตราที่พอสมควร   ซึ่งจากการสังเกตของผมก็ดูเหมือนว่าผู้ถือหุ้นที่มักจะถือมายาวนานก็พอใจ  ในด้านของบริษัทเองนั้น  บริษัทแทบไม่เคยให้ข่าวกับสื่อมวลชนเลย  ดูเหมือนว่าบริษัทจะไม่สนใจว่าราคาหุ้นจะเป็นอย่างไร  ว่าที่จริงบริษัทอาจจะไม่ต้องการให้หุ้นมีราคาสูงขึ้นด้วยซ้ำ   เพราะราคาที่สูงขึ้นอาจจะทำให้เกิดความคาดหวังที่สูงขึ้นกับนักลงทุน   ดังนั้น  ผมสรุปว่า   แรงจูงใจของเจ้าของในกรณีนี้ไม่ใช่อยู่ที่ปันผลที่มากขึ้น  หรือราคาหุ้นที่สูงขึ้น   แต่อาจจะเป็นอะไรที่ผมไม่รู้  นักลงทุนที่เจอสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไร

กรณีที่สี่  นี่เป็นกิจการของนักธุรกิจที่นักเล่นหุ้นโดยเฉพาะที่เป็น ขาใหญ่  ในตลาดบอกว่า  เขี้ยว  จัด   นั่นก็คือ  เข้าไปเล่นด้วยลำบาก  เพราะจะถูก  กิน   ชื่อเสียงของเจ้าของดูเหมือนจะไม่ดีเลยในสายตาของนักเล่นหุ้นทั้งรายใหญ่และรายย่อย   ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะวิธีและกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจที่มักถูกวิจารณ์จากสื่อว่าไม่เป็นธรรมกับคู่ค้าที่อ่อนแอกว่ามากทำให้ชื่อเสียงโดยทั่วไปไม่ดีนัก  แต่เหตุผลหลักน่าจะอยู่ที่ราคาหุ้นของบริษัทที่มักจะขึ้นไปได้ไม่เท่าไรแล้วก็ลงและในกระบวนการนั้นมักทำให้นักเล่นหุ้นขาดทุน   อย่างไรก็ตาม  กิจการในกลุ่มของเจ้าของรายนี้มักจ่ายปันผลค่อนข้างดีเมื่อมีกำไร    นอกจากนั้น  บริษัทในกลุ่มมักจะมีการประชาสัมพันธ์ทั้งในด้านของกิจการและผลการดำเนินงานอย่างทั่วถึงและกว้างขวาง  ดูเหมือนว่าผู้บริหารอยากจะให้หุ้นมีราคาสูงขึ้นสะท้อนผลการดำเนินงานเต็มที่  ข้อสรุปของผมก็คือ  อดีตจะเป็นอย่างไรก็ตาม   แต่ ณ. ขณะนี้  ดูเหมือนแรงจูงใจของเจ้าของจะเน้นที่ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเต็มที่  เขาคงคิดแล้วว่า  นี่คือวิธีที่จะสร้างความมั่งคั่งให้ตนเองได้สูงสุดแทนที่จะไป กิน  ด้วยวิธีอื่น

กรณีสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นเยอะมาก  นี่ก็คือกรณีที่เจ้าของกิจการบริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพต่ำพยายามตักตวงผลประโยชน์จากสถานะของการเป็นหุ้นที่ซื้อขายในตลาด  เจ้าของหุ้นเหล่านี้   มักจะ ไซฟ่อน  หรือใช้เงินของบริษัทเพื่อตัวเองเป็นปกติอยู่แล้วผ่านกระบวนการหลาย ๆ  อย่าง เช่นการซื้อทรัพย์สินเป็นต้น  อย่างไรก็ตาม  ในบางช่วงที่โอกาสอำนวย  เช่นในช่วงที่ธุรกิจเป็น ขาขึ้น  หรือตลาดหุ้นกำลังร้อนแรง  เขาก็จะสร้างสถานการณ์ ซึ่งมักจะรวมถึงการสร้างตัวเลขผลงานให้ดูดี   หรือประกาศการขยายงานหรือทำกิจการใหม่ที่น่าตื่นเต้นเพื่อกระตุ้นราคาหุ้นให้ขึ้นไปสูงซึ่งเขาก็จะสามารถขายทำกำไร  ในขณะที่นักเล่นหุ้นต้องขาดทุนเมื่อราคาหุ้นตกลงมาหลังจากเรื่องดี ๆ  ที่ปล่อยออกมานั้นหมดไปและบริษัทกลับมาอยู่ในสถานะที่  ไร้คุณภาพ  อีกครั้งหนึ่ง 

และทั้งหมดนั้นก็คือตัวอย่างบางเรื่องของการวิเคราะห์แรงจูงใจของเจ้าของและผู้บริหาร  หน้าที่ของ VI ก็คือ  ดูว่าพวกเขามีแรงจูงใจที่เอื้ออำนวยหรือขัดแย้งกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเราหรือไม่  ถ้าตรงกันก็เป็นผลบวก  แต่ถ้าขัดแย้งกับผลประโยชน์ของเรามากก็ต้องระวัง  บางทีอาจต้องหลีกเลี่ยงเลย


16  พฤศจิกายน  2552

ชีวิตชีวาของหุ้น


ทุกครั้งที่ผมซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์   ผมคิดเสมอว่าผมกำลังลงทุนในธุรกิจ  ผมไม่ได้ซื้อกระดาษที่เรียกว่า หุ้นแผ่นเล็ก ๆ  ที่มีราคาขึ้น ๆ ลง ๆ ทุกวัน   ธุรกิจนั้นเป็น  ของจริง  ที่มี  โรงงานหรือสำนักงาน   มีพนักงาน  มีระบบการบริหารและข้อมูล  มีแหล่งป้อนวัตถุดิบหรือสินค้าเพื่อนำมาขายต่อ  และสุดท้ายก็คือ  มีร้านหรือช่องทางที่จะขายให้กับ  ลูกค้า  ซึ่งบ่อยครั้งก็คือตัวผมเองและคนในครอบครัว  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   การลงทุนซื้อขายหุ้นนั้น  ผมสามารถ  สัมผัส  กับมันได้ผ่านการได้เห็นร้าน  และการใช้สินค้าหรือบริการของบริษัท  

นอกจากผมเองที่สามารถ สัมผัส  กับกิจการได้แล้ว   ผมยังมักจะถามความเห็นของภรรยา  และโดยเฉพาะลูกสาวที่ยังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยว่ากิจการที่ผมสนใจนั้น   เขามีความ  รู้สึกอย่างไรด้วย   เหตุผลก็คือ  ถ้าผมคิดเอง  ความรู้สึกของผมอาจจะผิดเนื่องจากอายุที่มากและอาจจะรู้ข้อมูลที่เป็นตัวเลขมากจนทำให้มีความลำเอียงในความดีเด่นหรือความด้อยของกิจการ  ในขณะที่ฐานะและความแข็งแกร่งทางด้านการตลาดนั้น  เด็กวัยรุ่นกับผู้หญิงที่ไม่ได้เล่นหุ้นน่าจะรู้ดีที่สุด  และต่อไปนี้ก็คือบางประเด็นที่ผมมักใช้ทดสอบว่าหุ้นตัวนั้นมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหนจากการ  สัมผัส  โดยที่ประเด็นต่าง ๆ  เหล่านั้น  ผมจะมองที่หุ้นของกิจการที่มี  อนาคต  และ มีชีวิตชีวา  มองจากสายตาของ  คนรุ่นใหม่  หรือคนที่สามารถ  ใช้สามัญสำนึกได้โดยไม่ลำเอียง

ข้อแรกที่เป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกหุ้นก็คือ  ธุรกิจนั้น   เรา  ภูมิใจที่จะได้เป็นเจ้าของหรือไม่   หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ  ลูกเรารู้สึกภูมิใจที่จะไปคุยกับเพื่อนฝูงว่าเขาเป็นเจ้าของหรือไม่    ถ้าเขารู้สึกว่ากิจการที่เรากำลังพิจารณาซื้อนั้น   เป็นกิจการที่ดูเชยหรือโบราณหรือไม่น่าสนใจ  พูดไปเพื่อนฝูงก็ไม่รู้จัก   แบบนี้ก็แสดงว่าเป็นกิจการที่  ไม่เท่  ในสายตาของคนรุ่นใหม่   ตรงกันข้าม  ถ้าเขารู้สึกว่าการเป็นเจ้าของกิจการที่กำลังพูดถึงนั้นจะทำให้เขาดูดีมาก  เป็นที่อิจฉาของเพื่อนฝูงและน่าจะทำให้เขาดูปอบปูลาร์มาก  แบบนี้ก็แสดงว่าหุ้นที่เรากำลังพิจารณานั้นน่าจะเป็นหุ้นที่มีอนาคตที่ดีอย่างน้อยก็ในแง่ของตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์

ข้อสอง  ธุรกิจนั้น  เป็นสินค้าที่คนรุ่นใหม่กำลังนิยมใช้มากหรือไม่   มันเป็นเทรนด์หรือเป็น  แฟชั่น  หรือไม่    ถ้าคำตอบก็คือ  นี่เป็นสินค้าที่คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว   คนรุ่นใหม่ไม่สนใจหรือกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมไปใช้อย่างอื่น  แบบนี้ก็ต้องระวังว่าอนาคตอุตสาหกรรมอาจจะกำลังตกต่ำลง   ตรงกันข้าม   สินค้าหรือบริการที่คนรุ่นใหม่กำลังนิยมใช้หรือเริ่มเข้ามาใช้บริการมากขึ้นเรื่อย ๆ  หรือแสดงความสนใจศึกษามากขึ้นเรื่อย ๆ  แบบนี้ก็แสดงว่าสินค้าหรือบริการนั้นกำลังอยู่ในเทรนด์ของคนรุ่นใหม่  อนาคตและการเติบโตของอุตสาหกรรมน่าจะดีขึ้น

ข้อสาม  กิจการมีการเติบโตต่อเนื่องเห็นได้จากการ  เปิดร้านสาขาใหม่ ๆ  เพิ่มขึ้นตลอดทั้งในทำเลที่ใกล้เคียงและในทำเลใหม่ ๆ  ที่ยังไม่เคยเปิดมาก่อน    ความคึกคักของร้านนั้นสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนจากร้านที่  ดูใหม่  และทันสมัย  มีสินค้าใหม่ ๆ  มากมายที่ลูกค้า  ซึ่งอาจจะรวมถึงครอบครัวเราด้วย   อยากเข้าไปใช้บริการมากกว่าร้านอื่น ๆ  ที่ขายสินค้าคล้ายคลึงกัน

ข้อสี่  เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการแล้วรู้สึก  โดน  มาก   คือรู้สึกประทับใจและถ้าเลือกได้ก็จะใช้ของบริษัทนี้   นอกจากนั้นเพื่อน ๆ  หรือคนอื่นก็พูดคล้าย ๆ  กัน    คำว่าประทับใจหรือพอใจนั้นต้องดูโดยรวมและเทียบกับราคาของสินค้าหรือบริการนั้นด้วย     กิจการที่ให้บริการที่  โดน  นั้น  จะสามารถผูกใจให้ลูกค้ามีความภักดีต่อสินค้าหรือบริการซึ่งจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัททั้งในระยะสั้นและยาว

ข้อห้า  รู้สึกว่าบริษัทมี  ความมั่นคงมาก  ความรู้สึกนี้มักจะมาจากการที่บริษัท  ก่อตั้งมานาน  มีระบบการจ้างงานที่ดี  ให้เงินเดือนหรือสวัสดิการดี   องค์กรจ้างคนที่มีคุณสมบัติสูงเมื่อเทียบกับองค์กรอื่นที่จ้างคนที่มีระดับการศึกษาเดียวกัน  อย่างไรก็ตาม  เราไม่ต้องไปดูข้อมูลเหล่านี้  เราเพียงแต่ใช้หรือฟังภรรยาและลูกพูดถึงบริษัทว่ารู้สึกอย่างไรก็พอ

ข้อหก  พนักงานของบริษัท  ดูดี  เช่น ขยันและเอาใจใส่กว่าบริษัทคู่แข่ง  แต่งตัวดีและหน้าตาดีกว่าบริษัทอื่นในระดับเดียวกัน  บางทีผมก็พยายามมองดูว่าพนักงานของบริษัทนี้รู้สึกจะมีความภูมิใจในตัวเองมากกว่าพนักงานของบริษัทคู่แข่งหรือไม่  ถ้าใช่ก็ถือว่าดี

ข้อเจ็ด  กิจการมีการ  เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  เช่นเดิมทีต้องรอนานและพนักงานไม่สนใจลูกค้า  กลายเป็นเร็วขึ้นและต้อนรับลูกค้าอย่างดีและมีบริการใหม่ ๆ  มาเสนอต่อลูกค้าตลอด   ข้อนี้ถ้าเราเห็นหรือรู้สึกได้ตั้งแต่ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ   ก็จะเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นที่งดงามได้  อย่างไรก็ตาม   การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนั้น  ครอบคลุมกว้างมากและรวมไปถึงกิจการทุกประเภทที่เราจะสามารถสัมผัสได้  ดังนั้น  ในแง่ของการลงทุนแล้ว  ทุกครั้งที่เราซื้อสินค้าหรือใช้บริการ  เราควรจะต้องสังเกตและวิเคราะห์เสมอว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไหม  ดีขึ้นหรือเลวลง  มากน้อยแค่ไหน  ถ้าคำตอบคือ  ดีขึ้นมากละก็  ลองพิจารณาอย่างจริงจังที่จะซื้อหุ้นดู

ผมคงไม่สามารถที่จะพูดได้หมดว่ามีประเด็นอะไรอีกบ้างที่จะเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าบริษัทหรือหุ้นตัวนั้นมีความน่าสนใจมองจาก  การสัมผัส  กับสินค้าหรือบริการนั้น  แต่สิ่งที่จะเน้นย้ำอีกครั้งก็คือ  เราจะต้องเห็นถึงความ  มีชีวิตชีวา  ของตัวกิจการ  ซึ่งสิ่งนี้มักจะอิงหรือเกี่ยวข้องกับคนที่มีอายุน้อยและเป็นคนรุ่นใหม่   และก็เช่นเคย   การวิเคราะห์โดยการสัมผัสนั้น   แม้ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ที่สำคัญมากแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด   นักลงทุนยังคงต้องวิเคราะห์ในเรื่องของการเงินและอื่น ๆ   รวมถึงราคาหุ้นตามมาตรฐานที่เข้มงวดแบบ  VI ด้วย


9 พฤศจิกายน  2552

สไตล์ของนักลงทุน


การลงทุนนั้นน่าจะเป็นวิทยาศาสตร์อยู่สัก 30%  อีก  70% เป็นเรื่องของศิลปะ  ดังนั้น  นักลงทุนที่ลงทุนมานานหรือคนที่มุ่งมั่นฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจึงมักจะมี  สไตล์  เป็นของตนเอง

สไตล์นั้น  ผมคิดว่าส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเนื่องจากประสบการณ์ของนักลงทุน  นั่นคือ   ตั้งแต่เริ่มเข้ามาซื้อขายหุ้น  พวกเขาก็จะพยายามเรียนรู้ว่าวิธีการหรือเท็คนิคแบบไหนที่เขาใช้แล้วมักจะทำให้เขาได้กำไร     เท็คนิคแบบไหนหรือการซื้อขายหุ้นแบบไหนที่ทำแล้วมักจะขาดทุน  ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจะถูก  บันทึกเอาไว้ในสมองซึ่งจะสะสมไปเรื่อย ๆ  จนในที่สุดเขาก็มักจะสรุปว่า   มีวิธีการลงทุนแบบหนึ่งที่สร้างผลลัพธ์การลงทุนที่ดีที่สุด  และหลังจากนั้น  เขาก็จะใช้มันเป็นหลัก  และนี่คือ  สไตล์การลงทุน  ของเขา

ในระดับของ  เซียน  ระดับโลกทุกคนนั้น   แน่นอนว่าแต่ละคนจะต้องมีสไตล์การลงทุนที่ชัดเจน   เริ่มตั้งแต่  เบน เกรแฮม  บิดาแห่งการลงทุนแบบ Value Investment  ซึ่งเน้นการลงทุนแบบ  Quantitative  หรือเน้นดูตัวเลขข้อมูลทางการเงินเป็นหลัก  โดยไม่ค่อยสนใจข้อมูลด้านคุณภาพซึ่งเขามองว่าวัดไม่ได้และอาจเป็นภาพลวงตาที่สร้างขึ้นโดยผู้บริหารของบริษัท  หุ้นที่เขาลงทุนนั้นจะเป็นหุ้นที่มีราคาถูกมากโดยเฉพาะที่วัดจากทรัพย์สินของบริษัท   การลงทุนของ เบน  เกรแฮม นั้น  จะเน้นในด้านของความปลอดภัยเป็นพิเศษ  โดยหุ้นที่ลงทุนจะต้องมี  “Margin Of Safety” สูง  และพอร์ตโฟลิโอของเขาจะมีการกระจายการถือหุ้นจำนวนมาก   เช่นเดียวกับการถือพันธบัตรในสัดส่วนที่สูง

วอเร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่มีชื่อเสียงและรวยที่สุดในโลกนั้น  มีสไตล์ที่โดดเด่นอยู่ที่การถือหุ้นของกิจการที่  ดีที่สุด  ในแง่ของธุรกิจ  และเขาชอบที่จะถือมันในสัดส่วนที่มาก   บ่อยครั้งเขาถือมันร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของคนเดียว  เขาถือหุ้นน้อยตัวและไม่ค่อยขายหุ้นหรือกิจการเหล่านั้นออกไป  สไตล์ของวอเร็น  บัฟเฟตต์  นั้น  ถ้าจะว่าไป  เขาไม่ได้ลงทุนใน  หุ้นแต่เขาลงทุนใน  ธุรกิจ 

ปีเตอร์ ลินช์  อดีตผู้บริหารกองทุนรวมที่มีสถิติการทำผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมและมีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลกนั้น  มีสไตล์การลงทุนที่  ซื้อเกือบทุกอย่างที่วิเคราะห์แล้วพบว่าดี และ/หรือ ถูก  โดยที่เขาจะมีวิธีการจัดหุ้นเป็นกลุ่ม ๆ ที่จะทำให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ถึงคุณสมบัติของกิจการและหาจังหวะในการเข้าซื้อและขายหุ้น

Value  Investor ในบ้านเรานั้น  หลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้ในการซื้อขายหุ้นมาหลายปีจนถึงปัจจุบันก็เริ่มมี  สไตล์  เป็นของตนเอง   จากการสังเกตของผม  Value Investor รุ่นบุกเบิกหลายคนซึ่งมักจะมีอายุมากหน่อยก็มักจะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีราคาถูก  มีผลกำไรและการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอและอยู่ในระดับที่พอใช้ได้  กิจการมักเป็นกิจการที่ไม่หวือหวาโตเร็วและไม่ใช่เป็นกิจการ  แห่งอนาคต  และนั่นก็คือสไตล์การลงทุนแบบ VI ในยุคแรก ๆ  ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ายังมีคนใช้อยู่มากน้อยแค่ไหนแต่ดูเหมือนว่าคนรุ่นใหม่ ๆ  จะไม่สนใจสไตล์การลงทุนในแนวนี้สักเท่าไรเพราะผลตอบแทนที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะไม่ใคร่น่าประทับใจ

สไตล์การลงทุนของ VI ในช่วงเร็ว ๆ  นี้มีมากมายหลากหลายมากจนยากที่จะบรรยายหรือเข้าใจได้หมด   แต่สไตล์ที่สร้างผลตอบแทนหวือหวาดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก  สาเหตุคงเป็นเพราะว่าช่วงหลายปีที่ผ่านนั้นเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงมากทั้งขาขึ้นและขาลงซึ่งทำให้เกิดกำไร-ขาดทุนที่สูงมากในระยะเวลาอันสั้น  คนที่ทำกำไรได้สูงนั้น  แน่นอน  ต้อง ซื้อ  สไตล์ที่เขาคิดว่าทำผลตอบแทนได้ดีมากซึ่งก็มีหลายแบบ

สไตล์หนึ่งที่นิยมกันในช่วงนี้ก็คือ  การเล่นหุ้นของกิจการขนาดเล็กที่มี  กำไรดีและกำลังเติบโต  มองจากข้อมูลตัวเลขที่ผ่านมาเร็ว ๆ  นี้   หุ้นดังกล่าวอาจจะไม่ใคร่มีสภาพคล่องนักแต่เจ้าของหรือผู้บริหารมีความตั้งใจและเอาใจใส่กับราคาหุ้นและพร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลดี ๆ  ของบริษัท  เช่นเดียวกัน  กิจการก็มีความกระตือรือร้นที่จะขยายงานหรือหาธุรกิจใหม่ ๆ ทำเพื่อสร้างการเจริญเติบโตต่อไป   นักลงทุนที่เล่นหุ้นสไตล์นี้นั้น   เมื่อซื้อหุ้นแล้วก็ต้องมีกระบวนการในการ  โฆษณา  หรือเผยแพร่เพื่อชักจูงนักลงทุนคนอื่นให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ ดีเยี่ยมและซื้อหุ้นตาม  ในหลาย ๆ  กรณี  หุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นมากและทำให้นักลงทุนชุดแรก ๆ  ที่มองเห็นก่อนสามารถทำกำไรได้อย่างงดงามในระยะเวลาอันสั้น   อย่างไรก็ตาม  หุ้นหลายตัวหลังจากขึ้นไปแล้ว  กลับตกลงมาอย่างหนักจนทำให้คนที่ซื้อทีหลังขาดทุนจำนวนมากเช่นกัน

อีกสไตล์หนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นก็คือ  การลงทุนใน  หุ้นวัฏจักร  ซึ่งก็คือการลงทุนในกิจการที่ขายสินค้าที่มีลักษณะแบบสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาขึ้นลงเป็นรอบ ๆ  เท็คนิคก็คือ  พยายามมองหาหุ้นของกิจการที่กำลังจะเป็น  ขาขึ้น  แต่หุ้นที่สนใจนั้น   มักเป็นหุ้นของกิจการขนาดเล็กที่นักวิเคราะห์ไม่สนใจติดตาม  ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นไม่ค่อยได้ปรับตัวตามวัฏจักรอย่างรวดเร็วตามที่ควรเป็น  เมื่อพบแล้วก็เข้าซื้อ  แล้วก็รอและโปรโมตหุ้นให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนอื่น ๆ  จนราคาดีดตัวขึ้นเมื่อผลการดำเนินงานที่โดดเด่นได้รับการประกาศออกมา  พวกเขาก็มักจะขายเพื่อทำกำไรและมองหาหุ้นวัฏจักรตัวต่อไป

สไตล์สุดท้ายที่เริ่มมีคนยึดถือเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันก็คือการลงทุนในหุ้น  Super Stock ในแบบของ  วอเร็น บัฟเฟตต์  แม้ว่ากิจการในตลาดหุ้นไทยนั้นจะมีคุณสมบัติต่ำกว่าในสหรัฐอเมริกามาก  แต่แนวที่นักลงทุนใช้ก็คือ  ลงทุนเฉพาะในหุ้นกลุ่มที่มีคุณภาพดีที่สุด  ในราคาที่ถูกหรือยุติธรรม  ซึ่งก็มักเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมาก  ซื้อแล้วเก็บไว้ค่อนข้างนาน  จนราคาปรับตัวขึ้นไปมากแล้วก็ขายและรอซื้อหุ้นตัวอื่นหรือตัวเดิมที่มีคุณภาพสูงและในราคาที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงการลงทุนบางสไตล์ของ VI ที่มีให้เห็นโดดเด่น  สไตล์เหล่านั้นอาจจะได้รับความนิยมนานหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับผลงานการลงทุนที่นักลงทุนที่ใช้ทำได้   ถ้าสไตล์นั้นสามารถทำผลงานดีเด่นยาวนาน  สไตล์นั้นก็น่าจะคงทน  แต่หากสไตล์นั้นทำผลงานดีได้เพียงชั่วคราว  ในไม่ช้ามันก็จะหมดความนิยมลง   ในทางตรงกันข้าม  เท็คนิคหรือสไตล์ใหม่ก็จะเกิดขึ้น    เป็นเรื่องยากที่นักลงทุนคนหนึ่งจะสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์  ดังนั้น  วิธีการที่ดีกว่าก็คือ  หาสไตล์ที่ดีที่สุดในระยะยาวแล้วฝึกฝนจนชำนาญและใช้มันตลอดไป  เฉกเช่นเดียวกับ วอเร็น บัฟเฟตต์ หรือ ปีเตอร์ ลินช์  หรือ  เบน     เกรแฮม  ที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จและกลายเป็นตำนานของนักลงทุนของโลก


2 พฤศจิกายน  2552

ทำน้อยได้มาก


หนทางสู่ความสำเร็จ  ความร่ำรวย  และความสุข  โดยที่ไม่ต้องทำงานหนักหรือดิ้นรนมากเกินไปนั้น  ผมคิดว่าอยู่ที่การรู้จักเลือกทำอะไรที่มีคุณค่ามากซึ่งทำแล้วจะได้ผลลัพธ์หรือผลตอบแทนมาก  พูดง่าย ๆ  ก็คือ  ทำน้อยได้มาก   และหนทางที่ทำให้เราเหนื่อยยากและทำแล้วก็ไม่ได้มรรคผลเท่าที่ควรก็คือการทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์หรือก่อให้เกิดผลน้อยกว่าแรงงานที่ใส่ลงไป   เราทำมันโดยที่ไม่ได้คิดไตร่ตรอง  ทำมันตามที่คนอื่นบังคับให้เราทำ  ทำเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่การงาน  หรือทำเพราะความเคยชิน  เป็นต้น  

หลักของการ  ทำน้อยได้มาก  นั้น  มาจากหลักการ  80/20 ซึ่งค้นพบโดย Vilfredo Pareto  นักเศรษศาสตร์ชาวอิตาลี  หลักการนี้พูดถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่าง  สาเหตุและผล  สิ่งที่ใส่เข้าไปกับสิ่งที่ได้ออกมา   และงานที่ทำกับผลตอบแทนที่ได้รับ  โดยที่ความไม่เท่าเทียมนั้นโดยคร่าว ๆ  ก็คือ  ประมาณ 80 ต่อ 20  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราเอาคนที่ดื่มเหล้าหนักที่สุด 20%  ของคนดื่มเหล้าทั้งหมดมานับรวมกันดูก็จะพบว่าพวกเขาดื่มเหล้าคิดเป็นประมาณ 80%  ของการบริโภคเหล้าทั้งหมด    หรือเอาปัญหาทางการผลิตที่สำคัญเพียง 20% มาแก้ไขปรับปรุงก็จะได้ผลผลิตที่ดีขึ้น 80% หรือมากกว่า   ว่าที่จริงกฏ 80/20 นั้น  เริ่มจากการพบสิ่งที่ไม่สมดุลของรายได้และความมั่งคั่งของประชากร  โดยที่พาเรโตพบว่ามีความเหลื่อมล้ำกันมากคือ  คนที่มีรายได้สูงที่สุด 20%  มีรายได้รวมกันถึงประมาณ 80% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ  นั่นคือเรื่องที่เป็นเมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว  ถึงวันนี้ผมคิดว่ามันก็ยังคงเป็นอยู่หรือเป็นมากขึ้นด้วยซ้ำ

หลักการ 80/20 หรือหลักของความไม่สมดุลนี้  เกิดขึ้นมากมายในชีวิตประจำวัน  ในธุรกิจ  และแม้แต่ในเรื่องทางวิทยาศาสตร์  แน่นอนว่าความไม่สมดุลในแต่ละเรื่องนั้นไม่ใช่ 80/20 พอดี  อาจจะเป็น 75/25  หรือ 70/30  แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นความเหลื่อมล้ำที่ค่อนข้างสูง  ดังนั้น  ถ้าเราค้นพบ  เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้มาก  เช่นนักการตลาดทำโปรแกรมโฆษณาหรือส่งเสริมการขายเน้นไปที่ลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคหนักที่สุด 20% แรก  ซึ่งเป็นลูกค้าที่สร้างรายได้ให้บริษัทถึง 80%   พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบริษัทประกันภัย GEICO หรือ Government Employee Insurance Company ของวอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ขายประกันโดยเฉพาะประกันรถยนต์ให้กับพนักงานของรัฐโดยไม่ผ่านนายหน้า  นี่ก็เป็นวิธีคิดแบบ 80/20 เหมือนกัน  เพราะพนักงานของรัฐนั้น  โดยสถิติพบว่าเป็นนักขับรถที่ดีเยี่ยมประสบอุบัติเหตุน้อยกว่าคนกลุ่มอื่นมาก  ดังนั้น  GEICO จึงสามารถขายประกันให้ในราคาเบี้ยประกันที่ต่ำ  นอกจากนั้น  ยังสามารถลดต้นทุนด้านการขายซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมากโดยไม่ผ่านนายหน้าด้วย

ในฐานะของ VI นั้น  ผมคิดว่าเราน่าจะต้องเป็นคนที่คำนึงถึงเรื่องหลัก 80/20 มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง   เพราะความสามารถของเราหรือสิ่งที่เราค้นหาตลอดเวลาก็คือ  เราต้องการหาการลงทุนที่เราใช้เงินน้อยแต่ในที่สุดมันจะให้ผลตอบแทนที่มากกว่าปกติ  เราไม่ต้องการอะไรที่เป็นแบบ 50/50 หรือลงทุน  10  บาทแล้วในที่สุดก็ได้ผลตอบแทนประมาณ 1 บาทต่อปีหรือ 10%  หรือลงไปแล้วขาดทุน  นั่นคือปรัชญาสำคัญของ VI  แต่  VI  นั้นไม่ใช่ดูเฉพาะเรื่องของการลงทุนทางการเงินเท่านั้น   VI ที่แท้จริงเป็นสิ่งที่ครอบคลุมทั้งชีวิต  ดังนั้น  เวลาเราพูดถึงหลัก 80/20  VI  ก็จะมองหาว่ามีอะไรในชีวิตที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากหลักการนี้ได้

ผมคงไม่สามารถบอกได้ทุกเรื่องว่าเรื่องไหนมีช่องที่เราจะสามารถนำหลักการ 80/20 มาใช้สำหรับทุกคน   เป็นเรื่องที่แต่ละคนจะต้องคิดเอง  แต่อยากจะลองยกตัวอย่างเพื่อให้นำไปคิดต่อเช่น   ในการเรียนหนังสือนั้น  มีคนบอกว่าวิธีที่จะทำให้สามารถ  ทำน้อยได้มาก  ก็คือ  เวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบนั้น  ให้อ่านคำนำกับบทสรุปหลาย ๆ  เที่ยวเพื่อทำความเข้าใจในประเด็นที่สำคัญก่อน  ส่วนเนื้อหาก็ให้เน้นอ่านเฉพาะที่เป็นเรื่องสำคัญ  ส่วนรายละเอียดหรือเรื่องที่ไม่ได้เน้นไว้ในบทสรุปก็ให้อ่านผ่าน ๆ  ไปหรือไม่ต้องอ่าน  เหตุผลก็เพราะว่า  ข้อสอบนั้น  80%  หรือมากกว่านั้น  จะออกเฉพาะในเรื่องที่สำคัญที่อยู่ในบทสรุป 

ในเรื่องของการทำงานนั้น  ว่ากันว่า  คนที่มีคุณค่ามากในบริษัทเพียง 20%  เท่านั้นที่ทำกำไรให้กับบริษัท   ส่วนคนส่วนใหญ่นั้นสร้างคุณค่าน้อยและอาจจะไม่คุ้มค่าด้วยซ้ำ  งานจำนวนมากในบริษัทนั้นไม่ก่อให้เกิดคุณค่าจริง ๆ  ดังนั้นบริษัทหลายแห่งจึงใช้วิธี  Outsource หรือจ้างคนอื่นทำงานทั่ว ๆ  ไป  ตัวเองทำเฉพาะงานสำคัญที่ตนเองมีความสามารถจริง ๆ   เช่นเดียวกัน  ในแง่ของส่วนบุคคล   เราก็ควรต้องเน้นทำเฉพาะงานที่เป็นความเชี่ยวชาญของเราจริง ๆ  และลดงานที่ไม่ถนัดลงถ้าเราจะสามารถ  ทำน้อยได้มาก  และประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องเหนื่อยยากเกินไป

ในเรื่องของการลงทุนนั้น  ความชัดเจนประการแรกก็คือ  หุ้นนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เรา  ทำน้อยได้มาก   เพราะในระยะยาวแล้ว  หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารการเงินอื่นมาก  สมมุติว่าเรามีเงิน 1 ล้านบาทและอายุ  30 ปี  ถ้าเราลงทุนในหุ้นไปเรื่อย ๆ โดยซื้อกองทุนรวมหุ้นที่อิงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์  เมื่อเราเกษียณที่ 60 ปี  เราจะมีเงินประมาณ 17.4 ล้านโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะหุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณปีละ 10%   แต่ถ้าเราฝากไว้ในธนาคารแบบฝากประจำเราน่าจะมีเงินเพียง 2.4 ล้านบาทเพราะเงินฝากน่าจะให้ผลตอบแทนเพียง 3 % ต่อปี   และถ้าเราลงทุนเป็นพันธบัตรรัฐบาล  เงินที่เราจะมีในวันเกษียณก็อาจจะเป็นเพียง  4.3 ล้านบาทเพราะพันธบัตรน่าจะให้ผลตอบแทนเพียงปีละ 5%  ความแตกต่างของเม็ดเงินระหว่างหุ้นกับเงินฝากหรือพันธบัตรก็ประมาณ 80 ต่อ 20

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงหลักการและตัวอย่างเพียงเล็กน้อยเพื่อเป็นการจุดประกายให้เห็นถึงความสำคัญของกฏ  ทำน้อยได้มาก VI ที่จะประสบความสำเร็จจากการลงทุนสูงจริง ๆ  นั้นจะต้องเชี่ยวชาญในเรื่องนี้จริง ๆ  นั่นคือ  หาอะไรที่ทำหรือลงทุนแค่ 20% แล้วให้ผล 80%  ซึ่งด้วยวิธีนี้เขาสามารถทำงาน 40% ของพลกำลังแล้วได้ผลตอบแทน 160%  เปรียบเทียบกับอีกคนหนึ่งที่ทำงาน 120% แล้วได้ผลตอบแทน 120%  แล้ว  ผมคิดว่าคนแรกนั้นน่าจะมีความสุขและร่ำรวยกว่ามาก


25  ตุลาคม  2552

บทเรียนหลังวิกฤติ


ถึงขณะนี้เราน่าจะพอพูดได้แล้วว่าวิกฤติเศรษฐกิจของปี 2551 ได้สิ้นสุดลงแล้วแม้ว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะตกกลับลงไปอีกครั้งหนึ่งก็ยังคงมีอยู่    แต่อย่างน้อยผมคิดว่าเศรษฐกิจคงไม่เลวร้ายลงไปต่ำกว่าเดิม   อย่างมากเศรษฐกิจก็อาจจะนิ่งและหงอยเหงาไปอีกระยะหนึ่ง   ดังนั้น  ผมจึงอยากจะทบทวนดูว่าเราได้รับบทเรียนอะไรบ้างจากวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่เลวร้ายมากครั้งนี้

ข้อแรกก็คือ  ความจริงที่ยังไม่เสื่อมคลายที่ว่า  ในวิกฤตินั้นมีโอกาสอยู่เสมอ  และครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น   ว่าที่จริง  ในวิกฤติครั้งนี้มีโอกาสมากมายในการทำกำไรจากตลาดหุ้น  เพราะฐานะและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากยังดีอยู่เป็นปกติในขณะที่ราคาหุ้นลดลงมาเกือบครึ่งหนึ่ง   ดังนั้น  คนที่กล้าและมั่นใจในพื้นฐานของกิจการและเข้าไปช้อนซื้อหุ้นไว้จึงได้กำไรมหาศาลภายในระยะเวลาอันสั้น

ข้อสอง  บริษัทจดทะเบียนที่มีคุณภาพดีเยี่ยมเข้าข่ายเป็น  Super Stock นั้น   มักจะสามารถทนทานต่อภาวะเลวร้ายทางเศรษฐกิจได้  ผลการดำเนินงานมักจะไม่ลดลง  บางบริษัทยังเติบโตได้  ในเวลาเดียวกัน  ฐานะทางการตลาดกลับแข็งแกร่งขึ้น  เช่นเดียวกับฐานะทางการเงินของบริษัทที่ยังมั่นคงเช่นเดิม  และด้วยเหตุนั้น  ทำให้ราคาหุ้นมีการปรับตัวลดลงน้อย   บางตัวหุ้นกลับมีราคาสูงขึ้นในขณะที่หุ้นโดยทั่วไปตกลงมาอย่างหนัก   บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า  ถ้ามีหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยมแล้ว   ความจำเป็นที่จะต้องขายอย่างรีบด่วนนั้นมีน้อย

ข้อสาม  วิกฤติเศรษฐกิจนั้น  แม้ว่าจะส่งผลกระทบที่เลวร้ายและรุนแรงแต่มันอยู่ไม่นาน  วิกฤติครั้งนี้พูดกันว่ารุนแรงที่สุดนับจากปี 1929 หรือเกือบ 80 ปีมาแล้ว   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  เศรษฐกิจหดตัวติดต่อกันเพียง  4  ไตรมาศ ซึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาวอย่าง VI จำนวนมากแล้ว  4 ไตรมาศหรือ หนึ่งปีนั้น   เป็นช่วงเวลาที่สั้นมากเมื่อเทียบกับการลงทุน  ตลอดชีวิต  ที่มักยาวเป็นหลายสิบปี   ดังนั้น  บทเรียนของวิกฤติก็คือ  เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปอย่ากังวลกับมันมากเกินไป

ข้อสี่  คนส่วนใหญ่  รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์หุ้นไม่สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าดัชนีหุ้นขึ้นถึงยอดดอยหรือตกถึงพื้นแล้ว  พวกเขาจะรู้ก็ต่อเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว   ดังนั้น  คำว่า  ยังไม่ต้องรีบซื้อหุ้นเพราะยังไม่เห็นสัญญาณอะไรว่าเศรษฐกิจจะฟื้น  จึงเป็นคำที่ไม่มีความหมายอะไร  เช่นเดียวกับ  คำว่า  เศรษฐกิจจะฟื้นเป็นรูปตัว W ดังนั้น  ให้ขายเดือนมิถุนายนแล้วรอไปซื้ออีกครั้งในช่วงปลายปี   กลยุทธ์ที่ดีกว่าก็คือ   ถ้าพบหุ้นที่มีราคาถูกมาก ๆ    มี  Margin Of Safety สูง และธุรกิจจะต้องฟื้นกลับมาเป็นปกติค่อนข้างแน่หลังจากวิกฤติผ่านพ้นไป  ก็เข้าไปซื้อหุ้นเก็บไว้   แล้วรอจนราคาหุ้นปรับขึ้นไปสูงจนเป็นที่น่าพอใจแล้วค่อยขายจะดีกว่า

ข้อห้า  หลังจากที่หุ้นตกลงไปมากเนื่องจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น  หุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นอย่างแรงภายในระยะเวลาไม่นาน   แต่ว่าการปรับตัวขึ้นจะไม่ถึงระดับเดิมก่อนที่มันจะตกลงมา   ในช่วงที่หุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปแล้ว    ความเสี่ยงที่ดัชนีจะปรับลงมาอย่างแรงอีกครั้งหนึ่งนั้นจะมีสูง   อย่างไรก็ตาม  ไม่มีใครรู้ว่าดัชนีระดับไหนจะเป็นจุดปรับตัว    และเมื่อปรับตัวลงมาจะปรับลงมาเท่าไร   เพราะนั่นมักจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในอนาคต   ดังนั้น  จงเตรียมตัวให้พร้อมที่จะรับกับการปรับตัวแรงหลังจากที่หุ้นขึ้นไปมากหลังวิกฤติ

ข้อหก  ในยามที่เกิดวิกฤติขึ้น   นักลงทุนที่  เจ็บหนัก  ที่สุด  ก็คือคนที่ลงทุนซื้อหุ้นด้วยมาร์จินโดยเฉพาะอย่างยิ่งลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก   เพราะในยามที่เกิดวิกฤติ   ราคาหุ้นจะลดลงมาเร็วมากจนทำให้หลักประกันที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับหนี้มาร์จินทำให้ถูกโบรกเกอร์บังคับขายหุ้นในตลาดซึ่งทำให้ราคาหุ้นลดลงไปอีก  กระบวนการนี้ทำให้เราต้องขายหุ้นในเวลาที่เลวร้ายและมักได้ราคาต่ำที่สุด   ตรงกันข้าม  หลังจากที่ดัชนีตกลงไปต่ำมากเนื่องจากภาวะวิกฤติ   การลงทุนซื้อหุ้นด้วยมาร์จิน  โดยเฉพาะที่เป็นการซื้อหุ้นคุณภาพดีในราคาที่ต่ำมากนั้นจะมีอันตรายน้อย   โอกาสที่จะถูกบังคับขายมีน้อยในขณะที่หุ้นมักให้ปันผลที่คุ้มค่ากับดอกเบี้ยของหนี้มาร์จิน  เหนือสิ่งอื่นใด   การลงทุนในยามที่ดัชนีหุ้นเลวร้ายมาก ๆ  นั้น  มักให้ผลที่คุ้มค่าเมื่อเวลาผ่านไป

สุดท้ายสำหรับบทเรียนหลังวิกฤติก็คือ  วิกฤตินั้นเกิดขึ้นบ่อยพอสมควร  การเกิดขึ้นแต่ละครั้งมักกระทบกับพอร์ตโฟลิโอรุนแรงและทำลายผลตอบแทนระยะยาวของ VI ที่มักจะถือหุ้นตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา   ดังนั้น  เราควรที่จะต้องทบทวนดูอยู่เสมอว่าหุ้นที่ประกอบเป็นพอร์ตของเรานั้น   มีความแข็งแกร่งสามารถทนทานต่อภาวะวิกฤติได้มากน้อยแค่ไหน   ความเห็นของผมก็คือ  พอร์ตหุ้นที่ดีนั้น   จะต้องรักษามูลค่าของมันได้ค่อนข้างมาก   นั่นคือ  เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  มูลค่าของมันไม่ควรจะตกลงไปเกิน 30% ในเกือบจะทุกสถานการณ์   และถ้าเรามีพอร์ตแบบนี้แล้ว  ในระยะยาวเราจะปลอดภัยและพอร์ตจะเติบโตไปได้ต่อเนื่องยาวนาน   ผลตอบแทนเฉลี่ยจะดีกว่าตลาดและอยู่ในระดับที่น่าพอใจในขณะที่ความเสี่ยงจะน้อย   และถ้าเราทำไปถึงจุดหนึ่งและผ่านภาวะวิกฤติมาหลายครั้งเราจะไม่รู้สึกวิตกกับภาวะวิกฤติเลย   ว่าที่จริง  บางครั้งเราอาจจะรู้สึกด้วยว่า   วิกฤตินั้นบางทีก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการทำกำไรด้วยซ้ำ

17  ตุลาคม  2552

ชีวิตหลังเกษียณ


เดือนนี้สำหรับหลาย ๆ คนที่มีอายุครบ 60 ปีคงจะเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากเขา  เกษียณอายุ  นั่นคือ  เขาไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำงานประจำที่เขาทำมาหลายสิบปี  เขาไม่ต้องรับผิดชอบงานในหน้าที่ที่ต้องทำให้สำเร็จในเวลาที่กำหนด  เขาไม่ต้องเข้าประชุมถกเถียงกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าอีกต่อไป  ความเครียดในการทำงานดูเหมือนจะหายไป  แต่ในอีกด้านหนึ่ง  เขาคงเริ่มคิดถึงชีวิตสังคมในที่ทำงาน  ต่อไปนี้เขาจะคุยกับใคร  เขาจะได้ฟังหรือเล่าเรื่องซุบซิบนินทาให้ใครฟัง   เขาจะมีงานสังสรรเหมือนเดิมที่ไหน  และสำหรับหลายคนที่เคยเป็นผู้บริหาร  เขาจะสั่งหรือใช้ใครพิมพ์งานหรือติดต่อส่งข่าวต่าง ๆ ในเมื่อเลขาที่เขาเคยมีหายไป  ใครจะขับรถไปรับตัวเองหรือลูกเมียหรือวิ่งงานสารพัดในเมื่อคนขับรถก็จะหายไปด้วย  นั่นเป็นเรื่องที่  น่าใจหายสำหรับหลาย ๆ  คน  แต่สำหรับคนจำนวนมากนั้น  เรื่องที่จะต้องคิดและน่าห่วงมากยิ่งกว่าก็คือ  เขาจะจัดการกับเรื่องการเงินหลังจากนี้อย่างไรในเมื่อเงินรายได้ประจำเดือนนั้นจะไม่มีอีกต่อไป

ผมเชื่อว่าคนที่อ่านบทความนี้และถึงวัยเกษียณแล้วคงต้องมีเงินเก็บสะสมไว้บ้าง  หลาย ๆ  คนมีเงินมากพอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย  ดังนั้น  ผมคงพูดโดยอิงกับคนสองกลุ่มนี้เท่านั้น  ส่วนคนที่แทบไม่มีเงินเก็บสะสมเลยหรือมีน้อยมากนั้น  ผมคิดว่าทางเดียวที่ทำได้ก็คือ  หางานทำต่อไปไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรืองานอิสระ   ส่วนคนที่เกษียณแล้วจริง ๆ    ต่อไปนี้คือความคิดและคำแนะนำของผมซึ่งเป็นคนที่สมัครใจ  เกษียณ  ก่อนกำหนดตั้งแต่อายุ 50 ปีเศษ ๆ  และใช้ชีวิต  อิสระมาได้ 5-6 ปีแล้ว   

ก่อนอื่นผมคงต้องบอกว่า  การเกษียณนั้นไม่ควรจะเป็นการเลิกทำงานทุกอย่าง  สำหรับผม  การเกษียณคือการเลิกจากการทำงานที่เราทำเพื่อเงินเป็นหลัก   หลัง  เกษียณ  เราควรจะทำงานต่อไป  แต่งานที่ทำนั้นควรเป็นงานที่เราชอบและมีประโยชน์ต่อตัวเราและ/หรือสังคมโดยส่วนรวม   งานนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เราทำอยู่แล้วเป็นงานอดิเรกหรืองานเสริมแต่เมื่อเราเกษียณจากงานประจำเราจึงหันมาทำงานนั้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว    งานนั้นอาจจะเป็นงานใหม่ที่เราเพิ่งเริ่มทำและมันเป็นงานที่เราเคยคิดอยากทำแต่ไม่มีเวลาหรือไม่มีโอกาสที่จะทำในขณะที่เรายังทำงานประจำอยู่   อย่าไปห่วงว่าเราจะทำไม่ได้หรือยากลำบากเกินไปเพราะถ้าทำแล้วเราไม่ชอบหรือไม่ประสบความสำเร็จเราก็เลิกทำได้เสมอ   ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ  อายุ 60 ปีที่เราเกษียณนั้น  ไม่ได้แก่เกินไปที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่  เพราะสำหรับคนทั่วไปผมคิดว่าอายุที่จะเสียชีวิตนั้นน่าจะถึง 80 ปี ซึ่งทำให้มีเวลาอีกตั้ง 20 ปีที่จะทำสิ่งที่เราต้องการทำ   ดังนั้น  การเกษียณนั้นไม่ใช่เวลาสิ้นสุดแต่เป็นเวลาที่เพิ่งเริ่มต้นสำหรับสิ่งใหม่ที่ท้าทายของชีวิต

การทำงานในช่วงเวลาหลังเกษียณนั้น  ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การทำงานเพื่อเงินเป็นหลัก  แต่ผมคิดว่าการทำงานแล้วได้เงินด้วยก็เป็นสิ่งที่ดี  เพราะเงินนั้น  อย่างน้อยมันเป็นเครื่องวัดว่างานที่เราทำ  มีค่า  ในสายตาของคนในสังคม   การทำงานแล้วได้เงินนั้นมันจะทำให้งานไม่น่าเบื่อหรือไม่มีจุดหมาย  ว่าที่จริง  หลายคนอาจจะทำงานได้เงินมากกว่าในช่วงที่ยังทำงานปกติก็เป็นไปได้   เพราะหลังจากการเกษียณแล้ว  เขาก็เป็นอิสระในการเลือกทำเฉพาะงานที่มีค่ามากและไม่ทำงาน  ขยะ  เช่นงานประชุมบางอย่างที่เสียเวลามากและไม่ได้ประโยชน์   อย่างไรก็ตาม  อย่าทำงาน  เพื่อเงิน  เพราะนั่นจะกลายเป็นว่าเรากลับเข้าไปอยู่ในวังวนของการทำงานที่ผูกมัดชีวิตของเราจนไม่มีความสุข   พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ  งานหลังเกษียณนั้น   ไม่ควรเป็นงานที่หนักเท่ากับงานประจำเดิม  แต่ควรเป็นงานที่มีค่าและมีประโยชน์ทำแล้วมีความสุข  ส่วนเงินนั้นเป็นผลพลอยได้ที่พึงปราถนา  ยิ่งมากก็ยิ่งดี  แต่เราไม่ไล่หามัน

หลังเกษียณเป็นเวลาที่ร่างกายเรามักจะเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว  สิ่งที่เราควรทำอย่างยิ่งก็คือการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแร็ง  ดังนั้น  การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่จำเป็นและว่าที่จริงทำให้เรามีความสุขไม่น้อยกว่าสิ่งอื่น ๆ   ผมเอง  หลังจาก เกษียณ  ตัวเองก็เริ่มหัดเล่นกอล์ฟ  เพราะกอล์ฟนั้นช่วยให้เราได้เดินค่อนข้างมากในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ   คุณไม่จำเป็นต้องเล่นกอล์ฟเพื่อเป็นการออกกำลังกายแต่ไม่ควรเล่นกีฬาที่ต้องใช้พลังงานสูงหรือหักโหมเกินไป  ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน   การออกกำลังกายสม่ำเสมอที่เหมาะสมกับร่างกายเป็นสิ่งที่คนหลังวัยเกษียณควรทำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากการออกกำลังหรือกีฬาแล้ว   การทำงานอดิเรกหรือการทำงานเพื่อสังคมเช่นการเป็นอาสาสมัครในเรื่องต่าง ๆ  ก็เป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจทำสำหรับคนหลังเกษียณ  การสอนหนังสือหรือเผยแพร่ประสบการณ์ให้กับคนอื่นเป็นสิ่งที่จะทำให้เราไม่รู้สึกล้าหลังหรือกลายเป็นคนแก่ที่ไร้ความหมาย  ดังนั้น  ลองมองหาดูว่าอะไรที่เราพอทำได้แล้วไม่รู้สึกหนักแต่เพลิดเพลินและได้สังคมกับคนต่างวัยกันด้วย

สุดท้ายซึ่งสำคัญมากก็คือเรื่องของเงินทอง  การเกษียณนั้นแปลว่าเงินที่จะได้จากน้ำพักน้ำแรงจะค่อนข้างน้อยลงหรือหมดไปแต่เรายังต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตอยู่  คนที่มีเงินมากเหลือเฟืออาจจะไม่ต้องคิดอะไรมาก  แต่คนที่มีเงินพอสมควรแต่ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถใช้ได้ตลอดชีวิตอย่างสะดวกสบายจะต้องรู้จักการบริหารเงิน   การบริหารเงินของคนเกษียณนั้นไม่ใช่ไม่ยอมเสี่ยงเลยและทำแค่ฝากเงินไว้กับธนาคาร   เพราะดอกเบี้ยที่ต่ำมากเพียง 1-2% ต่อปีในขณะที่ยังมีเงินเฟ้ออยู่นั้นจะทำให้ค่าของเงินลดลงในอนาคตซึ่งทำให้ความมั่งคั่งลดลงและอาจทำให้เรามีปัญหาทางการเงินได้

สูตรการบริหารเงินสำหรับคนเกษียณนั้นผมคิดว่าคล้าย ๆ กับคนทั่วไปเพียงแต่การลงทุนอาจจะลงในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่านั่นก็คือ   ควรแบ่งกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ใหญ่ ๆ  สามอย่างคือ  หุ้น  พันธบัตร  และเงินสดในธนาคาร  โดยสัดส่วนการลงทุนในหุ้นนั้นให้เอา  80 ตั้งลบด้วยอายุตัวเองเช่น  60 ปี ก็จะได้ว่าเราควรลงทุนในหุ้น 20%   ส่วนการลงทุนในเงินฝากธนาคารทั้งฝากประจำและออมทรัพย์รวมกันไม่เกิน 20%  ที่เหลือ 60% ให้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้ที่มั่นคง  โดยที่การลงทุนในหุ้นและพันธบัตรนั้น  ถ้าเรายังไม่รู้วิธีหรือเทคนิคที่ถูกต้องก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมซึ่งบริหารโดยมืออาชีพได้  การลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอของสินทรัพย์หลายกลุ่มแบบนี้จะทำให้เราได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยน่าจะได้ถึงปีละ 5% โดยเฉลี่ยและความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อย่างสบาย

ทั้งหมดนั้นก็เป็น  ชีวิตหลังเกษียณแนวทางหนึ่ง   แต่จริง ๆ  แล้วหัวใจของมันก็คือ  การเกษียณนั้น  ไม่ใช่  Last Stop หรือ  รถเมล์ป้ายสุดท้าย  ก่อนตาย  แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่อิสระและมีความหมายเต็มเปี่ยม  เป็นปีทองของชีวิต

10  ตุลาคม  2552

ทฤษฎี VI (3)


เรื่องของ EQ หรือความสามารถทางอารมณ์เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็น VI ที่ดี   ว่าที่จริง  EQ  นั้น  น่าจะสำคัญกว่า IQ หรือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยซ้ำ  ประเด็นสำคัญของการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ  เราต้องมีทัศนะคติที่ถูกต้อง  มีอารมณ์ที่มั่นคง  และมีความกล้าที่จะตัดสินใจ  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  ในการลงทุนนั้น   เราต้องกล้าในยามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังกลัว  และกลัวในยามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังฮึกเหิม

ในมุมมองของ VI นั้น  ตลาดหุ้นเป็นเสมือนคนที่มีอารมณ์  แปรปรวนและทำการซื้อขายหุ้นในราคาที่บ่อยครั้งไม่มีเหตุผล  เช่นถ้าวันนั้น  นายตลาดมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  เขาก็จะเสนอซื้อหุ้นจากเราในราคาที่สูงลิ่วเกินมูลค่าของธุรกิจไปมาก   แต่ในวันที่เขารู้สึกหดหู่  เขาก็พร้อมที่จะเสนอขายหุ้นให้เราในราคาที่ต่ำติดดินทั้ง ๆ  ที่มันก็คือกิจการเดียวกับที่เขาเสนอซื้อในราคาสูงลิ่วจากเราในวันก่อน  หน้าที่ของเราก็คือ  เอาเปรียบเขาเมื่อเขาเสนอโอกาสมาให้  แต่อย่าไป  ตามเขา

ประเด็นเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนในหลักการของ VI นั้น  ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง  วอเร็น บัฟเฟตต์  ถึงกับพูดว่า  กฏของการลงทุนข้อที่หนึ่งคือ  อย่าขาดทุน  และกฏการลงทุนข้อสองก็คือ  ให้กลับไปอ่านข้อหนึ่ง  นั่นก็คือ  สำหรับ VI แล้ว   การรักษาเงินต้นคือภารกิจสำคัญที่สุด  มากกว่าผลตอบแทนที่อาจจะมากแต่มีความเสี่ยงว่าจะขาดทุน 

ความเสี่ยงสำหรับ VI นั้น  ไม่ใช่ความผันผวนของราคาหุ้น  แต่เป็นเรื่องที่ราคาหุ้นที่ซื้อไว้จะ  ลดลงอย่างถาวร  นั่นแปลว่าถ้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นตกลงมาในระยะสั้น  แบบนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงถ้าเราวิเคราะห์แล้วพบว่ามูลค่าพื้นฐานยังสูงเหมือนเดิม  ตรงกันข้าม  กลับเป็นโอกาสในการซื้อเพิ่มขึ้น  และความเสี่ยงในการซื้อหุ้นตัวนั้นกลับลดลงเพราะเรามี  Margin Of Safety มากขึ้น 


ในการควบคุมความเสี่ยงนั้น  VI  มีวิธีการหลัก ๆ  ดังต่อไปนี้คือ  1) รู้จักธุรกิจที่จะลงทุนเป็นอย่างดี  ความเสี่ยงนั้นคือการที่เรา  ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่  2)  ลงทุนในสิ่งที่มี  Margin Of Safety สูง 3)  หลีกเลี่ยงการเก็งกำไร  นั่นคือ  อย่าลงทุนในกิจการที่ไม่ได้สร้างเงินให้กับผู้ที่ถือมัน  เหตุผลก็คือ  ความแน่นอนของผลตอบแทนจะมีน้อยและมีความเสี่ยงที่เงินต้นอาจจะลดลง  ตัวอย่างเช่น  ทอง  หรือตราสารอนุพันธุ์ต่าง ๆ  เป็นต้น  4)  มีการ Diversify หรือกระจายความเสี่ยงของการถือครองทรัพย์สินอย่างเหมาะสม  เช่น  มีการถือพันธบัตร  หุ้น  เงินสด  หรือทรัพย์สินอื่น  รวมกันเป็นพอร์ตโฟลิโอในอัตราส่วนที่เหมาะสม  เช่นเดียวกัน  ในหลักทรัพย์แต่ละประเภทก็ต้องมีการกระจายความเสี่ยงโดยการถือหลาย ๆ  ตัวด้วย   เฉพาะอย่างยิ่งก็คือหุ้นนั้น  เราควรถืออย่างน้อย 5-6 ตัวขึ้นไปในหลากหลายอุตสาหกรรม  อย่างไรก็ตาม  อย่ากระจายการถือครองมากตัวเกินไป  เพราะเราจะไม่สามารถวิเคราะห์และติดตามได้อย่างทั่วถึงและจะทำให้เราลงทุนผิดพลาดได้

ประเด็นอื่น ๆ  ที่ VI คำนึงถึงค่อนข้างมากเรื่องแรกก็คือ  ผู้บริหารของกิจการที่เราจะลงทุน  เราเน้นว่าจะต้องเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีจรรยาบรรณซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าฝีมือการบริหารงาน  เรื่องต่อมาก็คือ  เราอยากได้ผู้บริหารที่มองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นเรื่องที่สำคัญ  และผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้นก็คือการที่เราจะได้ปันผลในอัตราที่ยุติธรรมและเหมาะสม  นอกจากนั้นเราอยากให้หุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นเพื่อว่าถ้าเราจะขายเราก็จะได้กำไรหรือผลตอบแทนที่ดี  ดังนั้น ผู้บริหารที่พูดว่าราคาหุ้นไม่เกี่ยวกับเขา  จึงไม่ใช่ผู้บริหารที่ดีในสายตาของ VI 

            VI นั้นต้องการให้ผู้บริหารดูแลราคาหุ้นแต่ไม่ใช่เข้าไปซื้อขายหุ้นทำราคาหรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง  ผู้บริหารที่ดีนั้นจะต้องสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับบริษัทที่จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น  โดยคำว่าคุณค่านั้น  รวมถึงผลประกอบการ  โครงสร้างทางการเงินและความแข็งแกร่งของตัวกิจการ  การจัดสรรกำไรและเงินสดคืนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสม  ประเด็นที่เป็นปัญหาบ่อย ๆ  ก็คือ   ผู้บริหารบางคนที่บริหารงานแล้วบริษัทมีกำไรพอใช้ได้  มีกระแสเงินสดดี  แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหนและราคาหุ้นก็ค่อนข้างต่ำมาก  เขาก็ไม่ทำอะไรเพราะคิดว่าเรื่องราคาหุ้นไม่ใช่เรื่องของเขา  แต่ข้อเท็จจริงก็คือ  ที่ราคาหุ้นต่ำอาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ยอมจัดสรรกำไรให้กับผู้ถือหุ้นอย่างที่ควรเป็นต่างหาก
ประเด็นอื่น ๆ  ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ  VI ก็คือเรื่องความผิดพลาดของ VI   สิ่งที่ต้องระวังมากก็คือ  การซื้อหุ้นหรือบริษัทที่มีคุณภาพต่ำในยามที่ธุรกิจดีและในเวลาที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูง  เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มแย่ลงตามภาวะ  ราคาหุ้นจะตกลงมามาก  อีกเรื่องหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกันก็คือ  การเข้าใจผิดว่ากำไรดีในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องเดียวกับ  ความสามารถในการทำกำไรซึ่งเป็นเรื่องที่คงทนและเป็นเรื่องระยะยาวกว่ามาก  ดังนั้น  เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านี้  VI จะต้องมองผลประกอบการของบริษัทย้อนหลังหลายปีและต้องมองระยะยาวไปข้างหน้าหลายปีเช่นกัน

สุดท้าย  ก่อนที่จะจบ ทฤษฎี VI” ฉบับย่อที่สุดก็คือ  VI นั้นเป็นเรื่องของความคิดปรัชญาและการกระทำ  และเป็นเรื่องของคนที่ทำ  นั่นก็คือ  คนที่ยึดปรัชญาความคิดนั้นเราเรียกเขาว่า  Value Investor   มันไม่ใช่สิ่งของ  หลักทรัพย์  หรือตัวหุ้น  เพราะสิ่งเหล่านั้น  สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ   หุ้นตัวหนึ่งบางช่วงอาจจะเป็นหุ้นปั่นแต่บางช่วงอาจเป็นหุ้นที่คุ้มค่าสำหรับการลงทุนของ VI   ตรงกันข้าม   หุ้นของกิจการที่ดีสุดยอดบ่อยครั้งก็ไม่เข้าข่ายที่ VI จะซื้อลงทุนเพราะมันอาจจะมีราคาสูงเกินไปจนไม่คุ้มที่จะลงทุน  ประเด็นก็คือ  การที่จะเป็น  VI นั้น  สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ  เราต้องคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นอิสระจาก  อารมณ์ของฝูงชน  เสร็จแล้วก็ต้องมีความกล้าที่จะลงมือทำ  หรือมีใจหนักแน่นพอที่จะอยู่เฉย ๆ  และนั่นทำให้  VI  เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้ทั้งการศึกษาและประสบการณ์ในการลงทุนจริง

3  ตุลาคม  2552