วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

VI สายดำ



การฝึกฝนและการปฏิบัติตนเพื่อให้เป็น VI ที่มีความสามารถสูงและมี จิตวิญญาณของ VI นั้น ผมคิดว่าก็คงเหมือนกับการฝึกฝนและปฏิบัติตนในเรื่องอื่น ๆ เช่น การเป็นศิลปินนักวาดภาพเหมือนกัน นั่นคือ เขาจะต้องมีเป้าหมายที่จะต้องมุ่งไปให้ถึง ในกรณีของศิลปินนั้น การที่จะเป็นศิลปินที่โด่งดังได้นั้น เขาจะต้องมีความสามารถในการวาดภาพ การเขียนภาพและการลงสีนั้นจะต้องยอดเยี่ยม พวกเขาจะต้องสามารถควบคุมมือให้เขียนสิ่งที่ออกมาตามต้องการอย่างละเอียดลออที่สุดได้ นอกจากนั้น เขาจะต้องวาดภาพที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองหรือเรียกว่าเป็นสไตล์ที่ไม่เหมือนใครมิฉะนั้นแล้วเขาก็คงเป็นได้แค่ศิลปินธรรมดา ๆ นอกจากการวาดภาพแล้ว ถ้าลองดูเรื่องของศิลปะอย่างอื่นเช่น คาราเต้ นั้น การฝึกที่จะทำให้เก่งจนได้ สายดำนั้น นอกจากการฝึกฝนทางร่างกายแล้ว ผมคิดว่าเรื่องของจิตใจก็ต้องมีการฝึกเช่นกัน และถ้าคนเคยอ่านหนังสือกำลังภายในจีนก็จะพบว่า เซียนนั้น นอกจากการฝึกวิทยายุทธ์แล้ว พวกเขายังต้องฝึกใจและประพฤติปฏิบัติตนอีกหลายอย่างเพื่อให้สำเร็จเป็นเซียนได้

ในเรื่องของการลงทุนแบบ VI นั้น ผมคิดว่ามีประเด็นใหญ่ ๆ 3 เรื่องที่ต้องฝึกฝนเพื่อให้สำเร็จเป็น VI ที่เก่งกาจหรือเรียกให้เท่ ๆ ว่าเป็น “VI สายดำประเด็นแรกก็คือ เรื่องของปรัชญาและหลักการสำคัญในการลงทุน เรื่องที่สองคือการฝึกฝนในด้านของจิตใจหรืออารมณ์เมื่อประสบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กระทบกับการลงทุน และเรื่องสุดท้ายก็คือ เรื่องของการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับการเป็น VI

ปรัชญาและหลักการการลงทุนที่สำคัญที่ผมคิดว่า VI จะต้องมุ่งไปให้ถึงก็คือ ข้อแรก เขาควรจะลงทุนเฉพาะในสิ่งที่เขารู้จักดี หรือที่บัฟเฟตต์เรียกว่าลงทุนภายใน Circle Of Competence อะไรที่เราไม่รู้ เราไม่ควรลงทุน โดยนัยนี้ เราควรจะมีหุ้นที่เราจะลงทุนได้ไม่มากนักถ้าเราไม่ใช่ มืออาชีพจริง ๆ ข้อสองก็คือ ถ้าจะได้ สายดำ” VI จะต้องมี สไตล์การลงทุนที่ตนเองยึดถือ การลงทุนแบบ เล่นได้ทุกรูปแบบนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากทีเดียว เพราะความชำนาญและการฝึกฝนของเรานั้นมีจำกัด ไม่เหมือน ปีเตอร์ ลินช์ ที่บริหารกองทุนขนาดมโหฬารและใช้เวลากับมันสูงมาก ดังนั้น สำหรับ VI ทั่วไปแล้ว เราควรจะเลือกหาสไตล์ที่มีโอกาสชนะสูงแล้วฝึกฝนและปฏิบัติจนเก่งและยึดถือมันเป็นหลักในการลงทุน การมีสไตล์นั้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถลงทุนหุ้นแนวอื่นได้ เพียงแต่พอร์ตส่วนใหญ่นั้น น่าจะเป็นการลงทุนในสไตล์ที่ตนเองใช้อยู่

นักลงทุน VI ที่จะได้สายดำนั้น ผมคิดว่าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องฝึกฝนในด้านของการบริหารความเสี่ยงของการลงทุน การทำอย่างนั้นได้ดีนั้น ผมคิดว่าควรเริ่มต้นจากทัศนะคติในการวิเคราะห์เพื่อเลือกหุ้นลงทุน ซึ่งผมคิดว่าควรเน้นไปที่การมอง ด้านลบก่อน ด้านบวกนั่นคือ เวลาคิดจะซื้อหุ้นนั้น ต้องคิดว่า อย่าขาดทุนมากกว่าที่จะหวังผลเลิศว่าจะได้กำไรเท่าไร นอกจากนั้น VI ควรจะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของการ หายนะไว้เสมอ นี่คือความเสี่ยงที่อาจจะมีน้อยมากจนบางครั้งเราลืมที่จะคิดถึง สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ “Unthinkable” หรือสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย อาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่าที่เราคิด แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร พอร์ตการลงทุนของเราควรที่จะพร้อมรับกับสถานการณ์อย่างนั้นได้ ซึ่งในเรื่องของความเสี่ยงนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องใช้หลักของการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม นั่นคือ ไม่มากหรือน้อยเกินไป

ประเด็นที่สองของการที่จะเป็น VI สายดำได้นั้นก็คือเรื่องของอารมณ์และจิตใจ ผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดของการเป็น VI ก็คือ ความ ใจเย็นนี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่จะทำให้เราสามารถคิดได้อย่างมีเหตุผลไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ตกใจกลัวและรีบ ทิ้งหุ้นเวลามีเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบกับตลาดหุ้น เช่นเดียวกับที่ไม่รีบร้อนที่จะ แย่งซื้อหุ้นในยามที่ตลาดหรือหุ้นกำลังร้อนแรง นอกจากความใจเย็นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าต้องฝึกและปฏิบัติก็คือ ความศรัทธายึดมั่นต่อหลักการและแนวทางที่ถูกต้องและที่เราเลือกแล้ว นั่นก็คือ อย่าถูกทำให้ ไขว้เขวจากเส้นทางที่มีการพิสูจน์มายาวนานโดยกูรูระดับโลกโดยเหตุการณ์หรือสภาวการณ์บางช่วงบางตอนที่อาจชี้ไปในอีกแนวทางหนึ่ง จงจำไว้ว่าไม่มีแนวทางไหนที่ดีและชนะตลอดเวลา ในบางช่วงเวลานั้น แม้แต่กลยุทธ์หรือวิธีการที่แย่ที่สุดในระยะยาวก็สามารถทำผลงานที่ยอดเยี่ยมกว่าวิธีอื่น ๆ ทั้งหมดได้ โดยนัยยะนี้ VI ที่จะเป็นสายดำได้นั้นจะต้องเรียนรู้และยอมรับว่า บ่อยครั้งหรือบ่อยช่วงเวลา พอร์ตของเราอาจจะแพ้คนอื่นที่อาจจะไม่ได้มีสายรัดสีอะไรเลยก็ได้ แต่ในระยะยาวแล้ว VI สายดำก็จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า
อีกข้อหนึ่งในเรื่องของอารมณ์จิตใจที่ควรจะต้องฝึกฝนก็คือ ต้องเรียนรู้ความผิดพลาด และเมื่อรู้แล้วต้องรีบแก้ไข อย่าไปยึดมั่นแบบหัวชนฝา นี่ไม่ใช่เรื่องที่แย้งกับคำว่าศรัทธาและไม่เปลี่ยนแปลง เพราะคำว่าผิดพลาดในที่นี้เป็นเรื่องของการวิเคราะห์ เป็นเรื่องของการปฏิบัติ เป็นเรื่องของข้อมูล หรือเป็นเรื่องของความเข้าใจในคุณสมบัติของหุ้นหรือกิจการที่ผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องของหลักการหรือแนวทางที่เป็นเรื่องที่มีการพิสูจน์มายาวนานและไม่เปลี่ยนแปลงง่าย

ประเด็นสุดท้ายก็คือ การใช้ชีวิตของ VI สายดำ เรื่องนี้ผมไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตนำไปสู่การเป็น VI สายดำหรือไม่ หรือเป็นเรื่องที่บังเอิญว่า VI ที่เป็นสายดำมักใช้ชีวิตแบบนี้ แต่จากการสังเกตนักลงทุนระดับเซียนหรือระดับโลกหลาย ๆ คน ผมพบว่าคนเหล่านี้มักใช้ชีวิตแบบ พอเพียงหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่าก็คือ ใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะของตนเอง คนเหล่านี้มักจะไม่ได้มีความสุขจากการใช้เงินเพื่อตนเอง สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากนิสัยส่วนตัวที่ไม่ได้นิยมความหรูหราทางด้านวัตถุ พวกเขามีความสุขจากกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้เงิน และที่สำคัญก็คือ มีความสุขจากการลงทุนหรือหาเงินมากกว่าการใช้เงิน ถ้ามองถึงพื้นเพ หลายคนไม่ใช่คนที่ที่บ้านมีฐานะร่ำรวยมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร การใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะของตนเองนั้น น่าจะมีส่วนช่วยให้ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่าโดยเฉพาะในช่วงที่ VI ยังมีเงินน้อย ดังนั้น ถ้าฝึกนิสัยนี้ไว้ตั้งแต่เริ่มแรกที่ลงทุน ผมคิดว่าน่าจะช่วยให้เราเป็น VI สายดำเร็วขึ้น

ถ้าจะให้ผมเรียงลำดับความสำคัญของกลุ่มกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จของการลงทุนที่จะทำให้เราได้เป็น VI สายดำ ผมคงให้ความสำคัญอันดับแรกกับเรื่องของปรัชญาและหลักการลงทุน ถ้าคิดเป็นคะแนนก็คงจะได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ในส่วนของจิตใจและอารมณ์น่าจะเป็นซัก 40% และในส่วนของการใช้ชีวิตน่าจะเป็นซัก 10% อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปัจจัยทั้งสามอย่างนั้นมีความเกี่ยวข้องและมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ด้านใดด้านหนึ่งน้อยเกินไปก็จะทำให้ด้านอื่นแย่ลงไปด้วย ดังนั้น การฝึกฝนและการปฏิบัติจึงละเลยเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปไม่ได้
          
12  กันยายน  2554

ทศวรรษแห่ง VI



ผมเริ่มเป็นวิทยากรที่พูดเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้น__แบบเน้นคุณค่า  หรือ Value Investment  มานานนับสิบปีแล้ว  สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ  จำนวนคนที่สนใจเข้าฟังนั้น  เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  และแทบจะเรียกว่า  อัดแน่น  ในช่วงหลัง ๆ   และแม้แต่ในช่วงปี 2551 หลังจากภาวะวิกฤติซับไพร์มในอเมริกาที่ทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาอย่างหนัก  คนฟังก็ไม่ได้ลดลงมาซักเท่าไร  ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่เคยเป็นว่า  เมื่อหุ้นขึ้นคนก็แห่กันมาฟังล้นห้อง  แต่ในยามที่หุ้นตก  ห้องสัมมนาก็แทบจะร้าง  ปรากฏการณ์นี้ทำให้ผมคิดว่า  สังคมของการลงทุนของคนไทยน่าจะกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง และการเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มเกิดขึ้นหลังภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540  หรือจะพูดให้ถูกต้องขึ้นไปอีกก็คือประมาณปี 2543 ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและราคาหุ้นตกต่ำถึงพื้น  อะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้?

ประการแรกก็คือ  คุณสมบัติของนักลงทุนหรือคนที่เข้ามาฟังการสัมมนา  ก่อนปี 2540 นั้น  คนที่ฟังการสัมมนาคือ คนเล่นหุ้น  นี่คือกลุ่มคนที่กล้าเสี่ยง  กล้าได้กล้าเสีย  มักจะเป็นคนที่ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม  ซึ่งแน่นอน  โดยสัญชาติญาณของความเป็นพ่อค้าย่อมที่จะกล้าเสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่น  กลุ่มต่อมาก็คือ  แม่บ้านที่มีฐานะปานกลางที่มีเวลาว่างหรือไม่มีอะไรทำและเข้ามาเสี่ยงโชคในตลาดหุ้น  บางคนก็อาจจะชอบเล่นการพนันอย่างอื่นเช่นเล่นไพ่กับขาประจำอยู่แล้ว  นี่ก็เป็นกลุ่มที่ลงทุนด้วยเงินที่ไม่มากเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่มักจะเป็นผู้ชายที่เล่นหุ้นอย่างเอาจริงเอาจังมากกว่า  กลุ่มที่สามก็คือ  กลุ่มพนักงานตามสำนักงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำงานในแวดวงการเงิน  เช่นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หรือพนักงานธนาคาร  ที่มีความรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นดีกว่าคนทั่วไปและมีข้อมูลที่มากกว่า    พวกเขาเล่นหุ้นเพราะเห็นโอกาส  ทำกำไรง่าย ๆ  ที่เขาพบเห็นในบางช่วงเวลาและสุดท้ายก็คือเซียนหรือกลุ่มขาใหญ่ที่มีเม็ดเงินมากและมักจะทำการซื้อขายนำเพื่อ  ทำราคาหุ้น  บางคนก็  ปั่นหุ้น  เพื่อทำกำไรมหาศาลในเวลาอันสั้น

นักลงทุนที่ผมเห็นในที่สัมมนาใน พ.ศ. นี้  ส่วนมากน่าจะเป็นคนทำงานกินเงินเดือนที่เป็นคนชั้นกลาง   พวกเขากำลังอยู่ในวัยที่กำลังทำงานเก็บเงินเพื่ออนาคตและคิดว่าการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นนั้น   เป็นหนทางที่ดีกว่าการฝากเงินหรือลงทุนอย่างอื่น  พวกเขาไม่ใช่คน  ชอบความเสี่ยง  แบบผู้ประกอบการ  แต่ก็พร้อมจะเสี่ยงด้วยเงินจำนวนหนึ่ง  พวกเขาเชื่อว่าการลงทุนในหุ้นเป็นสิ่งที่  คุ้มค่ากับความเสี่ยง  และเขารับมันได้  การที่ได้เรียนรู้และจากประสบการณ์สั้น ๆ  ที่ผ่านมาช่วยให้พวกเขามั่นใจและเข้ามาลงทุนในหุ้น   ภาพของหุ้นที่เป็นตราสาร เก็งกำไร  นั้นเปลี่ยนไป  การลงทุนในหุ้นสำหรับคนจำนวนไม่น้อยนั้น  เป็นการลงทุน ทำธุรกิจ  พวกเขารู้และคิดว่าถ้าเราเป็น  “VI”  หรือเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่า  พวกเขาน่าจะปลอดภัยและได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควร

กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่อีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มของเจ้าของกิจการที่มีฐานะร่ำรวยพอสมควร  บางคนก็ร่ำรวยมากระดับเศรษฐีหรือมหาเศรษฐี  ซึ่งก็รวมถึงลูกที่เรียนจบและเริ่มทำงานหรือทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว   คนกลุ่มนี้  ตั้งแต่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 พวกเขา รอดมาได้  และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมากลับรุ่งเรืองและที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  มีเงินสดเหลือมากมาย  พวกเขาต้องทนฝากเงินกินดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำมานาน  ดังนั้น  เมื่อเห็นราคาหุ้นในตลาดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย    ติดต่อกันมานานหลายปี  เขาก็เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น  พวกเขาเริ่มเรียนรู้ว่าหุ้นก็คือธุรกิจเหมือนกับที่เขาทำอยู่  ซื้อหุ้นก็เหมือนซื้อธุรกิจ  กำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นของพวกเขาที่ผ่านมาไม่กี่ปีนั้น  ดีและเร็วกว่าธุรกิจของตนเองมาก  ดังนั้น  ตลาดหุ้นสำหรับพวกเขาไม่ใช่ แหล่งการพนันอีกต่อไป  พวกเขาอาจจะเรียกและคิดว่าตนเองเป็น  “VI”  ไม่ได้ซื้อหุ้นมั่ว ๆ  ไม่มีพื้นฐาน  และนี่ก็คือกลุ่มนักลงทุนที่มีเม็ดเงินและศักยภาพมหาศาลที่สามารถขับเคลื่อนหุ้นโดยเฉพาะที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนักได้

กลุ่มสุดท้ายก็แน่นอน  ยังเป็นกลุ่มเดิม ๆ  ที่เป็นแม่บ้าน  และผู้ประกอบการรายย่อยจริง ๆ  ที่ยังเน้นการเล่นหุ้นรายวันและมักจะอยู่ตามห้องค้า  กลุ่มนี้ผมเห็นน้อยลงไปมากในห้องสัมมนา  สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ  พวกเขาหันมาเล่นหุ้น  “VI”  ตามการเล่นของคนกลุ่มอื่น ๆ   ประเด็นที่สำคัญสำหรับกลุ่มนักลงทุนรุ่นดั้งเดิมก็คือกลุ่มนักลงทุนที่เรียกว่า  ขาใหญ่  นั้น  ในยุคสมัยใหม่นี้  ขาใหญ่จำนวนมากได้ ล้มหายตายจาก  ไป  แต่ที่ยังอยู่และยังร่ำรวยเหมือนเดิมหรือรวยยิ่งขึ้นนั้น  ส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงไป  หลายคนกลายเป็น  “VI เต็มตัว    หลายคนแม้ว่ายังชอบที่จะ เล่นเร็วและไล่ราคา  แต่การทำอย่างนั้นก็มักจะทำกับหุ้นที่เป็น  “VI” พวกเขายอมรับว่า  VI นั้น  เป็น กระแส  ที่ไม่สามารถจะฝืนได้  การเล่นหุ้นหรือทำราคาหุ้นโดย  ไม่มีเหตุผล  ทางด้านพื้นฐานมาสนับสนุนนั้นจะสำเร็จได้ยาก
ถ้าจะพูดว่า  ถนนทุกสายมุ่งสู่ VI”  ก็ไม่น่าจะเกินความเป็นจริง  และนั่นทำให้หุ้น  “VI” ค่อย ๆ  ปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ  หุ้นเหล่านี้มักเป็นหุ้นตัวเล็กหรืออย่างมากก็ระดับกลางค่อนไปทางเล็ก  แต่เนื่องจากเม็ดเงินที่เข้ามาเล่นหรือซื้อหุ้นเหล่านี้ไม่ได้เล็ก   นักลงทุนบางคนหรือบางกลุ่มนั้นมีพอร์ตการลงทุนที่สามารถซื้อหุ้นได้ทั้งบริษัทอย่างง่าย ๆ  ดังนั้น  หุ้น “VI”  จำนวนมากจึงปรับตัวขึ้น  ตัวแรกปรับขึ้นไปจนราคาขึ้นไปสูง  อาจจะ เต็มมูลค่า  จึงถูกขายไป  เม็ดเงินที่ได้กำไรจากการขายหุ้นของ VI ที่  มาก่อน  ก็เข้าไปซื้อหุ้น  “VI”  ตัวใหม่  ทำให้ราคาหุ้นตัวใหม่ปรับขึ้นไป  สิ่งนี้ชักจูงให้เม็ดเงินใหม่จากนักลงทุนรายใหม่เข้ามาซื้อ  ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปอีก  ในไม่ช้า  หุ้น “VI”  ในตลาดก็เริ่มแพงขึ้นเรื่อย ๆ  จนหมดสภาพเป็นหุ้น  “VI”  กระบวนการทั้งหมดนั้น  แทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับดัชนีตลาดเท่าไรนัก  เพราะหุ้นตัวใหญ่ ๆ  ที่ชี้นำดัชนีได้จริง ๆ   นั้น  ไม่ได้อยู่ในสายตาของเหล่านักลงทุนที่เป็น “VI” เลย  ดังนั้น  ผลตอบแทนที่ทำได้ของนักลงทุน VI บางคนจึงสูงกว่าดัชนีมาก  และหลายครั้งก็ไม่ได้ปรับตัวตามตลาดมากนัก

ความสำเร็จของนักลงทุน VI ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น  ผมอยากเรียกมันว่าเป็น  ปรากฏการณ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ตลาดหุ้นมีการปรับตัวขึ้นมาสูงมากกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่สำหรับ VI บางคนแล้ว  พวกเขาอาจจะกำไรมากเสียจน  รวยไปเลย   VI บางคนอายุยังน้อยมากและเพิ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไม่กี่ปีแต่กลับมีเงินหลายสิบล้าน  บางคนมีหลายร้อยล้านจากการลงทุน   บางคนที่เริ่มต้นด้วยเงินจำนวนมากจากธุรกิจที่บ้านก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้าน  ได้ในเวลาอันรวดเร็ว   แต่แม้จะไม่พูดถึงคนที่รวยเป็นเรื่องเป็นราว  นักลงทุน  “VI”  รายย่อยที่เป็นคนกินเงินเดือนและต้องเก็บเงินจากเงินเดือนมาลงทุน  หลาย ๆ  คนก็กลายเป็นคนที่มีเงินหลายล้านบาทและรู้สึก  แตกต่าง  จากเพื่อนที่ไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นอย่างเห็นได้ชัด  ข้อสรุปของผมก็คือ  นี่คือยุคทองของ VI และผมอยากเรียกมันว่า  10 ปีที่ผ่านมานั้นเป็น  ทศวรรษแห่ง VI”

แต่ยุคแห่งความรุ่งเรืองนั้น  วันหนึ่งก็จะต้องผ่านไป  ชีวิตที่ได้เงินมามากและง่ายนั้นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป  เพราะคนใหม่ ๆ  ก็จะเข้ามาทำบ้าง  และในกระบวนการนั้นก็ทำให้วิธีการหาเงินแบบนั้นไร้ผล  ผมไม่รู้ว่า  ทศวรรษแห่งความรุ่งเรืองของ VI” จบสิ้นแล้วหรือยัง  เหตุการณ์หลาย ๆ  อย่างที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ  นี้ชี้ให้เห็นว่า  บางทีการเป็น  “VI” แบบไม่ค่อยได้ศึกษาหรือลงแรงอย่างจริงจังนั้นแทนที่จะกำไรอาจจะขาดทุนอย่างหนักได้    แต่ไม่ว่ายุคสมัยจะเป็นอย่างไร  VI ก็ยังเป็นแนวคิดและวิธีการที่ดีเสมอตราบที่เราใช้มันอย่างถูกต้อง         
6 กันยายน  2554

หุ้นหลายเด้ง



นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จสูงในระยะยาวนั้น  หนีไม่พ้นที่เขาจะต้องมีหุ้นที่ทำกำไรสูงมากเป็นหลาย ๆ  เท่าตัวจากต้นทุนที่เขาซื้อมา  ในวงการนักลงทุนเรียกว่า  หุ้นหลายเด้ง   นอกจากกำไรเป็นหลายเท่าตัวแล้ว  หุ้นหลายเด้งที่ว่านั้น  จะต้องมีจำนวนเป็นเม็ดเงินอย่างมีนัยสำคัญ  ไม่ใช่มีเพียง 200-300 หุ้นซึ่งไม่มีความหมายต่อขนาดของพอร์ตโฟลิโอ  ตรงกันข้าม  หุ้นหลายเด้งนั้นจะต้องมีขนาดพอสมควรที่ทำให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตสูงกว่าปกติต่อเนื่องกันหลายปี   พูดง่าย    ถ้าตัดหุ้นตัวนี้ออก  ผลตอบแทนรวมของพอร์ตอาจจะดูธรรมดามาก  หรือพูดอีกทางหนึ่งก็คือ  หุ้นหลายเด้งเป็นหุ้นที่สร้างความแตกต่างระหว่าง เซียนกับนักลงทุนธรรมดา  ดังนั้น  เราจึงควรมาดูกันว่าเราจะหาหุ้นหลายเด้งได้อย่างไร

ข้อแรกที่ผมคิดว่าสำคัญก็คือ  หุ้นที่จะเติบโตขึ้นมาหลาย ๆ  เท่าตัวได้ในระยะเวลาไม่นานเช่น  ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าตัวในเวลาไม่เกิน 5 ปี โดยที่หุ้นตัวนั้นไม่ได้ถูก  ทำราคา  หรือ ปั่น  นั้น  มักจะอยู่ในหุ้น  3  กลุ่มใหญ่ ๆ  นั่นก็คือ  หนึ่ง  เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีวัฎจักรขึ้นลงรุนแรง  เช่น  ธุรกิจเดินเรือ  ปิโตรเคมี  แร่ธาตุที่หายาก  หรือสินค้าเกษตรที่ต้องใช้เวลาในการปลูกยาวนานเช่นยางพารา  เป็นต้น   การที่จะทำกำไรได้หลายเด้งในหุ้นกลุ่มนี้  วิธีที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ  ซื้อหุ้นในยามที่หุ้นอยู่ในช่วงที่อุตสาหกรรมตกต่ำสุดและไม่มีคนสนใจและพูดถึงเลย  และ  เรารู้หรือมั่นใจว่าอุตสาหกรรมกำลังฟื้นตัวและการฟื้นตัวนั้น  จะฟื้นตัวอย่างแรงด้วยเหตุผลที่ชัดเจนถูกต้อง  และเมื่อสิ่งที่เราคาดไว้ถูกต้อง  หุ้นปรับตัวขึ้นแล้วในรอบแรก   เราจะต้องถือหุ้นต่อไปจนกว่าวัฏจักรจะเป็นขาขึ้นเต็มตัวซึ่งราคาหุ้นก็จะปรับตัวตามไปเรื่อย ๆ   เราจะขายต่อเมื่อทุกอย่าง ดูดีหมด  โบรกเกอร์เกือบทุกสำนักจะเชียร์หุ้นตัวนั้น  นักลงทุนแทบจะทุกกลุ่มต่างก็ดูว่าเป็นหุ้น  สุดยอด  เพราะ  กำไรดีมาก  ผู้บริหาร  คาดการณ์แม่นมีวิสัยทัศน์  บริษัท ขยายตัวต่อเนื่อง  และที่สุดยอดก็คือ  เงินสดเพียบและไม่มีหนี้เลย  เมื่อเกิดภาวการณ์แบบนี้  อย่ารอที่จะขายหุ้นทิ้ง  อย่ารอให้เห็นว่าเป็นวัฏจักรขาลงแล้ว  เพราะนั่นจะไม่ทันการ

หุ้นที่จะมีโอกาสเป็นหุ้นหลายเด้งกลุ่มต่อไปก็คือ  หุ้นฟื้นตัว  นี่คือหุ้นที่ประสบปัญหาการดำเนินงานจนแทบจะเอาตัวไม่รอด  หลาย ๆ  บริษัทต้องเข้าแผนฟื้นฟู  บางบริษัทหุ้นถูกพักการซื้อขาย  ราคาหุ้นจะตกต่ำมาก  ดูจาก Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งบริษัทจะมีมูลค่าต่ำมากเทียบกับยอดขาย   ถึงแม้ว่าบริษัทจะขาดทุนอย่างหนักและติดต่อกันมานานพอสมควรแต่กิจการก็ยังดำเนินต่อไปและก็ยังสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้  ยี่ห้อสินค้าของบริษัทเองก็ยังเป็นที่ยอมรับของลูกค้า  ที่สำคัญก็คือ  ทรัพย์สินของบริษัทเองเช่นโรงงานและอุปกรณ์ต่าง ๆ  ก็ยังมีค่าและมีคนต้องการ   และที่สำคัญประเด็นสุดท้ายก็คือ  หนี้ของบริษัทไม่มากเกินไปเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ตามราคาตลาด  การซื้อหุ้นแบบนี้  บางครั้งก็ทำได้ยากเพราะปริมาณการซื้อขายหุ้นมีน้อยมากเนื่องจากบริษัทมีขนาดเล็กมากในแง่ของมูลค่าหุ้น  อย่างไรก็ตาม  ถ้าบริษัทเริ่มฟื้นจริง ๆ  ราคาหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นไปสูงและเร็วมาก  บางครั้งปรับตัวเกินพื้นฐานไปด้วยเนื่องจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุน  ดังนั้น  เราอาจจะขายทิ้งไปเมื่อหุ้นกำลัง ร้อนจัดดีกว่าที่จะรอซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อฟื้นแล้วบริษัทจะกำไรดีหรือเปล่า

หุ้นกลุ่มสุดท้ายที่จะเป็นหุ้นหลายเด้งได้ก็คือ  หุ้นโตเร็ว  นี่คือหุ้นที่เติบโตต่อไปได้ยาวนานไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยที่จะโตได้เป็นสองหลักทั้งในแง่รายได้และกำไร  และกำไรจะโตมากกว่ารายได้  เช่น  รายได้อาจจะโต 15% ต่อปี  ในขณะที่กำไรจะโตถึง 20%  ต่อปี โดยเฉลี่ย  ประเด็นสำคัญในการมองหาหุ้นในกลุ่มนี้ก็คือเรื่องของการวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตและคุณสมบัติของตัวกิจการนั่นก็คือ  บริษัทต้องเป็นบริษัทที่โตอย่างแท้จริงซึ่งก็คือ  เมื่อรายได้และกำไรโตขึ้นแล้วจะต้องไม่ลดลงหรือเรียกว่า โตอย่างถาวร  ความเสี่ยงที่รายได้และกำไรจะลดลงในอนาคตมีน้อยมาก  ประการต่อมาก็คือ  การโตของบริษัทนั้น  ไม่ควรจะต้องมีการลงทุนในสินทรัพย์มาก   ถ้าโตได้โดยที่  แทบไม่ต้องลงทุนเลย  ก็ยิ่งดี  แต่ถ้าโตโดยที่ต้องลงทุนมากก็จะเป็นการเติบโตที่  ไม่มีประโยชน์เพราะกิจการอาจจะไม่สามารถจ่ายปันผลให้เราได้เพิ่มเติมเนื่องจากเวลามีกำไร  ก็มักจะต้องเอาเงินนั้นไปลงทุนต่อ  เงินนั้นไม่มาถึงผู้ถือหุ้นเท่าไรนัก  วิธีที่จะดูว่าเป็นการโตที่มีประโยชน์หรือไม่ทางหนึ่งก็คือ  ดูว่าค่า ROE หรือกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทสูงแค่ไหน  ถ้าต่ำกว่า 10%  ผมก็คิดว่าเป็นการโตที่ไม่มีประโยชน์  ถ้าสูงกว่า 20% ผมคิดว่าเป็นการโตที่ดีมาก  ข้อมูลอีกตัวหนึ่งก็คือ  บริษัทที่จะโต  ไม่ควรมีหนี้เงินกู้มาก  ถ้าจะให้ดีไม่ควรเกิน 1 เท่าของเงินทุนของบริษัท  ถ้าโตโดยไม่มีหนี้เลยก็ยิ่งดีใหญ่

การซื้อหุ้นของบริษัทที่โตเร็วนั้น  ควรซื้อในยามที่ราคาหุ้นยังไม่แพง  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคนยังไม่ตระหนักว่ามันเป็นหุ้นโตเร็ว  หรืออาจจะเกิดจากเหตุการณ์บางอย่างเช่นเรื่องของภาวะวิกฤติเศรษฐกิจหรือปัญหาบางอย่างของบริษัทที่สามารถแก้ไขได้  เมื่อซื้อแล้วและราคาหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นไป  อย่ารีบขาย  ถือไปเรื่อยไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีขึ้นไป ที่จริง 5 ปีขึ้นไปยิ่งดี  แต่จุดขายจริง ๆ  น่าจะเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตเริ่มชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญหรือบริษัทอาจจะเริ่มเผชิญกับคู่แข่งที่น่ากลัว  อย่างไรก็ตาม  การขายหุ้นโตเร็วนั้น  ความจำเป็นที่จะต้องขายอย่างรีบเร่งน่าจะน้อยกว่าหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นฟื้นตัวมาก  เพราะหุ้นโตเร็วนั้น  ราคาหุ้นเมื่อการเติบโตเริ่มช้าลงนั้น  มักจะค่อย ๆ  ปรับตัวลงตามอย่างช้า ๆ  มากกว่าจะดิ่งลงเหมือนหุ้นกลุ่มอื่น

การเล่นหุ้นหลายเด้งนั้น  แม้ว่าจะทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงก็มีอยู่ไม่น้อย  ประเด็นก็คือ  เราอาจคาดการณ์ผิด  เราไม่รู้หรือไม่เข้าใจจริง  ที่สำคัญก็คือ  เราไปฟังการวิเคราะห์ของคนอื่นและเราเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง  โดยสิ่งที่ทำให้เราเชื่อนั้น  นอกจากเรื่องราวต่าง ๆ  เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและตัวบริษัท  ก็คือ   ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปอย่างแรงพร้อม ๆ  กับปริมาณการซื้อขายหุ้นที่มากเกินปกติ  ในลักษณะนี้  แม้ว่าสิ่งที่คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับกิจการจะเป็นเรื่องจริง  แต่เราก็จะไม่ได้หุ้นหลายเด้ง  ถ้าโชคดี  เราก็อาจจะได้กำไรบ้าง  บางทีก็อาจจะได้สักหนึ่งเด้ง  แต่ถ้าโชคร้าย  เราก็อาจจะขาดทุนอย่างหนักได้เหมือนกัน  คนที่จะได้กำไรหลายเด้งนั้น  จะต้องเป็นคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่ยังต่ำมาก  ก่อนที่หุ้นจะเป็นข่าวหรือเป็นที่กล่าวขวัญถึง  และนี่ก็คือ เซียน  ตัวจริง

ผมคงจะจบบทความไม่ได้ถ้าไม่ได้พูดว่า   เราไม่ควรคิดจะลงทุนเฉพาะหุ้นที่อาจจะกลายเป็นหุ้นหลายเด้ง  เพราะการทำแบบนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายเนื่องจากมันจะทำให้พอร์ตของเราจะมีความเสี่ยงที่สูงเกินไป  อย่าไปคิดว่าเราจะคาดการณ์ได้ถูกต้อง  ว่าที่จริงเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์หรือหาหุ้นหลาย ๆ  เด้งได้ถูกต้อง  บ่อยครั้งเราเห็นหุ้นที่กลายเป็นหุ้นหลายเด้งแล้วเราจึงมาสรุปถึงเหตุผล  แล้วเราก็คิดว่าเรารู้ตั้งแต่วันแรก  ประสบการณ์ของผมก็คือ  หุ้นหลายเด้งส่วนใหญ่ที่ผมได้นั้น  ในวันที่ผมซื้อ  ผมไม่รู้และไม่ได้คิดว่ามันจะได้กำไรถึงขนาดนั้น  ผมซื้อเนื่องจากกิจการมันดีและมีราคาที่เหมาะสมที่มันน่าจะทำให้ผมได้กำไรซักปีละ 10-15%  ในอีก 5 ปีข้างหน้า  แต่บังเอิญมันมา  เด้งทีหลัง  ผมอยากเรียกว่า  มันเป็นโชคดีที่เกิดจากการทำสิ่งที่ดีมากกว่า        
     
31 สิงหาคม  2554