วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

หุ้นหลายเด้ง



นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จสูงในระยะยาวนั้น  หนีไม่พ้นที่เขาจะต้องมีหุ้นที่ทำกำไรสูงมากเป็นหลาย ๆ  เท่าตัวจากต้นทุนที่เขาซื้อมา  ในวงการนักลงทุนเรียกว่า  หุ้นหลายเด้ง   นอกจากกำไรเป็นหลายเท่าตัวแล้ว  หุ้นหลายเด้งที่ว่านั้น  จะต้องมีจำนวนเป็นเม็ดเงินอย่างมีนัยสำคัญ  ไม่ใช่มีเพียง 200-300 หุ้นซึ่งไม่มีความหมายต่อขนาดของพอร์ตโฟลิโอ  ตรงกันข้าม  หุ้นหลายเด้งนั้นจะต้องมีขนาดพอสมควรที่ทำให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตสูงกว่าปกติต่อเนื่องกันหลายปี   พูดง่าย    ถ้าตัดหุ้นตัวนี้ออก  ผลตอบแทนรวมของพอร์ตอาจจะดูธรรมดามาก  หรือพูดอีกทางหนึ่งก็คือ  หุ้นหลายเด้งเป็นหุ้นที่สร้างความแตกต่างระหว่าง เซียนกับนักลงทุนธรรมดา  ดังนั้น  เราจึงควรมาดูกันว่าเราจะหาหุ้นหลายเด้งได้อย่างไร

ข้อแรกที่ผมคิดว่าสำคัญก็คือ  หุ้นที่จะเติบโตขึ้นมาหลาย ๆ  เท่าตัวได้ในระยะเวลาไม่นานเช่น  ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 3-5 เท่าตัวในเวลาไม่เกิน 5 ปี โดยที่หุ้นตัวนั้นไม่ได้ถูก  ทำราคา  หรือ ปั่น  นั้น  มักจะอยู่ในหุ้น  3  กลุ่มใหญ่ ๆ  นั่นก็คือ  หนึ่ง  เป็นหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีวัฎจักรขึ้นลงรุนแรง  เช่น  ธุรกิจเดินเรือ  ปิโตรเคมี  แร่ธาตุที่หายาก  หรือสินค้าเกษตรที่ต้องใช้เวลาในการปลูกยาวนานเช่นยางพารา  เป็นต้น   การที่จะทำกำไรได้หลายเด้งในหุ้นกลุ่มนี้  วิธีที่ได้ผลมากที่สุดก็คือ  ซื้อหุ้นในยามที่หุ้นอยู่ในช่วงที่อุตสาหกรรมตกต่ำสุดและไม่มีคนสนใจและพูดถึงเลย  และ  เรารู้หรือมั่นใจว่าอุตสาหกรรมกำลังฟื้นตัวและการฟื้นตัวนั้น  จะฟื้นตัวอย่างแรงด้วยเหตุผลที่ชัดเจนถูกต้อง  และเมื่อสิ่งที่เราคาดไว้ถูกต้อง  หุ้นปรับตัวขึ้นแล้วในรอบแรก   เราจะต้องถือหุ้นต่อไปจนกว่าวัฏจักรจะเป็นขาขึ้นเต็มตัวซึ่งราคาหุ้นก็จะปรับตัวตามไปเรื่อย ๆ   เราจะขายต่อเมื่อทุกอย่าง ดูดีหมด  โบรกเกอร์เกือบทุกสำนักจะเชียร์หุ้นตัวนั้น  นักลงทุนแทบจะทุกกลุ่มต่างก็ดูว่าเป็นหุ้น  สุดยอด  เพราะ  กำไรดีมาก  ผู้บริหาร  คาดการณ์แม่นมีวิสัยทัศน์  บริษัท ขยายตัวต่อเนื่อง  และที่สุดยอดก็คือ  เงินสดเพียบและไม่มีหนี้เลย  เมื่อเกิดภาวการณ์แบบนี้  อย่ารอที่จะขายหุ้นทิ้ง  อย่ารอให้เห็นว่าเป็นวัฏจักรขาลงแล้ว  เพราะนั่นจะไม่ทันการ

หุ้นที่จะมีโอกาสเป็นหุ้นหลายเด้งกลุ่มต่อไปก็คือ  หุ้นฟื้นตัว  นี่คือหุ้นที่ประสบปัญหาการดำเนินงานจนแทบจะเอาตัวไม่รอด  หลาย ๆ  บริษัทต้องเข้าแผนฟื้นฟู  บางบริษัทหุ้นถูกพักการซื้อขาย  ราคาหุ้นจะตกต่ำมาก  ดูจาก Market Cap. หรือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งบริษัทจะมีมูลค่าต่ำมากเทียบกับยอดขาย   ถึงแม้ว่าบริษัทจะขาดทุนอย่างหนักและติดต่อกันมานานพอสมควรแต่กิจการก็ยังดำเนินต่อไปและก็ยังสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้  ยี่ห้อสินค้าของบริษัทเองก็ยังเป็นที่ยอมรับของลูกค้า  ที่สำคัญก็คือ  ทรัพย์สินของบริษัทเองเช่นโรงงานและอุปกรณ์ต่าง ๆ  ก็ยังมีค่าและมีคนต้องการ   และที่สำคัญประเด็นสุดท้ายก็คือ  หนี้ของบริษัทไม่มากเกินไปเมื่อเทียบกับทรัพย์สินที่มีอยู่ตามราคาตลาด  การซื้อหุ้นแบบนี้  บางครั้งก็ทำได้ยากเพราะปริมาณการซื้อขายหุ้นมีน้อยมากเนื่องจากบริษัทมีขนาดเล็กมากในแง่ของมูลค่าหุ้น  อย่างไรก็ตาม  ถ้าบริษัทเริ่มฟื้นจริง ๆ  ราคาหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นไปสูงและเร็วมาก  บางครั้งปรับตัวเกินพื้นฐานไปด้วยเนื่องจากแรงเก็งกำไรของนักลงทุน  ดังนั้น  เราอาจจะขายทิ้งไปเมื่อหุ้นกำลัง ร้อนจัดดีกว่าที่จะรอซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อฟื้นแล้วบริษัทจะกำไรดีหรือเปล่า

หุ้นกลุ่มสุดท้ายที่จะเป็นหุ้นหลายเด้งได้ก็คือ  หุ้นโตเร็ว  นี่คือหุ้นที่เติบโตต่อไปได้ยาวนานไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยที่จะโตได้เป็นสองหลักทั้งในแง่รายได้และกำไร  และกำไรจะโตมากกว่ารายได้  เช่น  รายได้อาจจะโต 15% ต่อปี  ในขณะที่กำไรจะโตถึง 20%  ต่อปี โดยเฉลี่ย  ประเด็นสำคัญในการมองหาหุ้นในกลุ่มนี้ก็คือเรื่องของการวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตและคุณสมบัติของตัวกิจการนั่นก็คือ  บริษัทต้องเป็นบริษัทที่โตอย่างแท้จริงซึ่งก็คือ  เมื่อรายได้และกำไรโตขึ้นแล้วจะต้องไม่ลดลงหรือเรียกว่า โตอย่างถาวร  ความเสี่ยงที่รายได้และกำไรจะลดลงในอนาคตมีน้อยมาก  ประการต่อมาก็คือ  การโตของบริษัทนั้น  ไม่ควรจะต้องมีการลงทุนในสินทรัพย์มาก   ถ้าโตได้โดยที่  แทบไม่ต้องลงทุนเลย  ก็ยิ่งดี  แต่ถ้าโตโดยที่ต้องลงทุนมากก็จะเป็นการเติบโตที่  ไม่มีประโยชน์เพราะกิจการอาจจะไม่สามารถจ่ายปันผลให้เราได้เพิ่มเติมเนื่องจากเวลามีกำไร  ก็มักจะต้องเอาเงินนั้นไปลงทุนต่อ  เงินนั้นไม่มาถึงผู้ถือหุ้นเท่าไรนัก  วิธีที่จะดูว่าเป็นการโตที่มีประโยชน์หรือไม่ทางหนึ่งก็คือ  ดูว่าค่า ROE หรือกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทสูงแค่ไหน  ถ้าต่ำกว่า 10%  ผมก็คิดว่าเป็นการโตที่ไม่มีประโยชน์  ถ้าสูงกว่า 20% ผมคิดว่าเป็นการโตที่ดีมาก  ข้อมูลอีกตัวหนึ่งก็คือ  บริษัทที่จะโต  ไม่ควรมีหนี้เงินกู้มาก  ถ้าจะให้ดีไม่ควรเกิน 1 เท่าของเงินทุนของบริษัท  ถ้าโตโดยไม่มีหนี้เลยก็ยิ่งดีใหญ่

การซื้อหุ้นของบริษัทที่โตเร็วนั้น  ควรซื้อในยามที่ราคาหุ้นยังไม่แพง  ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคนยังไม่ตระหนักว่ามันเป็นหุ้นโตเร็ว  หรืออาจจะเกิดจากเหตุการณ์บางอย่างเช่นเรื่องของภาวะวิกฤติเศรษฐกิจหรือปัญหาบางอย่างของบริษัทที่สามารถแก้ไขได้  เมื่อซื้อแล้วและราคาหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้นไป  อย่ารีบขาย  ถือไปเรื่อยไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีขึ้นไป ที่จริง 5 ปีขึ้นไปยิ่งดี  แต่จุดขายจริง ๆ  น่าจะเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตเริ่มชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญหรือบริษัทอาจจะเริ่มเผชิญกับคู่แข่งที่น่ากลัว  อย่างไรก็ตาม  การขายหุ้นโตเร็วนั้น  ความจำเป็นที่จะต้องขายอย่างรีบเร่งน่าจะน้อยกว่าหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นฟื้นตัวมาก  เพราะหุ้นโตเร็วนั้น  ราคาหุ้นเมื่อการเติบโตเริ่มช้าลงนั้น  มักจะค่อย ๆ  ปรับตัวลงตามอย่างช้า ๆ  มากกว่าจะดิ่งลงเหมือนหุ้นกลุ่มอื่น

การเล่นหุ้นหลายเด้งนั้น  แม้ว่าจะทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงก็มีอยู่ไม่น้อย  ประเด็นก็คือ  เราอาจคาดการณ์ผิด  เราไม่รู้หรือไม่เข้าใจจริง  ที่สำคัญก็คือ  เราไปฟังการวิเคราะห์ของคนอื่นและเราเชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง  โดยสิ่งที่ทำให้เราเชื่อนั้น  นอกจากเรื่องราวต่าง ๆ  เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและตัวบริษัท  ก็คือ   ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปอย่างแรงพร้อม ๆ  กับปริมาณการซื้อขายหุ้นที่มากเกินปกติ  ในลักษณะนี้  แม้ว่าสิ่งที่คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับกิจการจะเป็นเรื่องจริง  แต่เราก็จะไม่ได้หุ้นหลายเด้ง  ถ้าโชคดี  เราก็อาจจะได้กำไรบ้าง  บางทีก็อาจจะได้สักหนึ่งเด้ง  แต่ถ้าโชคร้าย  เราก็อาจจะขาดทุนอย่างหนักได้เหมือนกัน  คนที่จะได้กำไรหลายเด้งนั้น  จะต้องเป็นคนที่ซื้อหุ้นในราคาที่ยังต่ำมาก  ก่อนที่หุ้นจะเป็นข่าวหรือเป็นที่กล่าวขวัญถึง  และนี่ก็คือ เซียน  ตัวจริง

ผมคงจะจบบทความไม่ได้ถ้าไม่ได้พูดว่า   เราไม่ควรคิดจะลงทุนเฉพาะหุ้นที่อาจจะกลายเป็นหุ้นหลายเด้ง  เพราะการทำแบบนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายเนื่องจากมันจะทำให้พอร์ตของเราจะมีความเสี่ยงที่สูงเกินไป  อย่าไปคิดว่าเราจะคาดการณ์ได้ถูกต้อง  ว่าที่จริงเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์หรือหาหุ้นหลาย ๆ  เด้งได้ถูกต้อง  บ่อยครั้งเราเห็นหุ้นที่กลายเป็นหุ้นหลายเด้งแล้วเราจึงมาสรุปถึงเหตุผล  แล้วเราก็คิดว่าเรารู้ตั้งแต่วันแรก  ประสบการณ์ของผมก็คือ  หุ้นหลายเด้งส่วนใหญ่ที่ผมได้นั้น  ในวันที่ผมซื้อ  ผมไม่รู้และไม่ได้คิดว่ามันจะได้กำไรถึงขนาดนั้น  ผมซื้อเนื่องจากกิจการมันดีและมีราคาที่เหมาะสมที่มันน่าจะทำให้ผมได้กำไรซักปีละ 10-15%  ในอีก 5 ปีข้างหน้า  แต่บังเอิญมันมา  เด้งทีหลัง  ผมอยากเรียกว่า  มันเป็นโชคดีที่เกิดจากการทำสิ่งที่ดีมากกว่า        
     
31 สิงหาคม  2554

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทอง ทอง ทอง



ในช่วงนี้ที่หุ้นดูเหมือนจะไม่ไปไหน  พันธบัตรและเงินฝากก็มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเพียง 3-4% ต่อปีเป็นอย่างมาก  ที่ดินเองก็ไม่ขยับ  ความปลอดภัยของเงินก็เริ่มมีน้อยลงเพราะภายในหนึ่งปีรัฐบาลก็จะเริ่มค้ำประกันเงินฝากของผู้ฝากเงินในแต่ละแบงค์ไม่เกิน 1 ล้านบาท  เหนือสิ่งอื่นใด  ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแรงอีกครั้ง  แต่สิ่งที่ร้อนแรงมากก็คือ  ทองคำ  เพราะราคาทองมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นเป็น  กระทิงดุ  ราคาขึ้นวันเดียว 1,000 บาทต่อบาททองคำ แตะ 26,400 บาท เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 54  โดยที่ราคาตลาดโลกสูงถึง 1,869 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  และเป็นการขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ  นับได้ถึงสิบปีแล้ว  การลงทุนในทองคำดูเหมือนว่าจะเป็นการลงทุนที่  ใช่เลย  สำหรับหลาย ๆ  คน  เหนือสิ่งอื่นใด  ราคาทองคำ  ไม่มีลง  มันมีความปลอดภัยสูงมาก  ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเรียกมันว่า  “Safe Heaven”  มันเป็นสวรรค์ในยามที่เกิดวิกฤติและโกลาหลขึ้นในโลก  มาดูกันว่าเราควรลงทุนในทองคำไหม?
ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผลในแง่ของ  พื้นฐาน  มาดูสถิติผลตอบแทนของทองคำในระยะยาวที่ผ่านมาก่อน   เพราะนี่จะช่วยเตือนสติเราว่า  ทองคำนั้น  ไม่ได้ เปล่งแสงวับวาว  ตลอดเวลา   และการเข้าไปลงทุนผิดจังหวะก็อาจจะทำให้เราเสียหายรุนแรงได้เหมือนกัน
มองย้อนหลังไปถึงประมาณปี 2520 ซึ่งผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ  และเคยซื้อทองเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต  ผมจำได้ว่าทองรูปพรรณในขณะนั้นราคาบาทละน่าจะประมาณพันบาทต้น ๆ  ตีเสียว่าประมาณ 1,100 บาท  ถ้าผมเก็บทองชิ้นนั้นไว้ถึงวันนี้เป็นเวลา 34 ปี เท่ากับว่าเงินเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 24 เท่า  นี่ดูเหมือนจะมากมโหฬาร  แต่ถ้ามาคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้นแต่ละปีก็จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นเท่ากับประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น  ไม่ได้หรูหรามากแต่ก็ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  หุ้น  ที่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน สูงที่สุด
การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมานั้นถ้าคิดแบบง่าย ๆ  ว่าดัชนีตลาดหุ้นก็คือราคาหุ้นโดยเฉลี่ยทั้งตลาดก็คือประมาณ 100 จุดหรือร้อยบาทในปี 2520  ถ้าเราลงทุนถือมาจนถึงวันนี้ที่ดัชนีตลาดเท่ากับ 1,069 จุดก็คือราคาเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,069 บาท  หรือเพิ่มขึ้นมา 10.69 เท่า  เปรียบเทียบกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 24 เท่าก็น่าจะถือว่าการลงทุนในทองคำให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม   การลงทุนในหุ้นนั้น  แต่ละปียังมีปันผลที่มักจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4%  ซึ่งเมื่อรวมกับผลตอบแทนจากการที่ดัชนีเพิ่มขึ้นก็ทำให้หุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นประมาณ  10% ต่อปีเหมือนกัน  ดังนั้น  ข้อสรุปสำหรับการลงทุนที่ผ่านมา 34 ปีก็คือ  ทองกับหุ้นให้ผลตอบแทนพอ ๆ  กันที่ประมาณ 10% ต่อปี
แต่ผลตอบแทนของทองนั้นก็ไม่ได้สม่ำเสมอและปลอดภัยสุด ๆ  อย่างที่หลายคนอาจจะคิด  ในช่วงปี 2522  ถึง 2523 นั้น  ราคาทองได้ปรับตัวขึ้นไปอย่างมโหฬารคือเพียงปีเดียวราคาขึ้นไปจากประมาณ 200 เหรียญต่อออนซ์ เป็นประมาณ 850 เหรียญอันเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงเป็นสองหลักหรือกว่า 10%  ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างแรงซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปฏิวัติในอิหร่านและการยึดสถานทูตของสหรัฐในอิหร่าน  และการที่โซเวียตรุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน    ถ้าเราเข้าไปซื้อทองเพื่อลงทุนในปี 2523  โดยคิดว่าทองน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมเนื่องจากมันปรับตัวขึ้นเร็วมากกว่า 300%  ในปีเดียว  เราก็จะพบว่าเราคิดผิดอย่างแรง  เพราะหลังจากที่เหตุการณ์ต่าง ๆ  คลี่คลายลง  ราคาทองคำก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 300 เหรียญต้น ๆ  ต่อออนซ์ในปี  2525 และหลังจากนั้น  ราคาทองคำก็ไม่ค่อยได้ไปไหน  ขยับอยู่ระหว่างประมาณ 250 ถึง 450 เหรียญเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนถึงปี 2544  พูดง่าย ๆ  คนที่ถือทองคำอยู่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยเป็นเวลา 20 ปี  ในขณะที่หุ้นนั้น  ทุกปียังมีปันผล  ปลอบใจ  แม้ว่าหุ้นอาจจะนิ่งหรือตกลงมา
ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำและเป็นช่วงที่ ดึงผลตอบแทนระยะยาวของทองคำให้สูงขึ้นจนน่าประทับใจก็คือช่วงทศวรรษหรือ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง  ตั้งแต่ปี 2544 ถึง ปัจจุบัน  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแทบจะตลอดเวลา  จากราคาประมาณ 271 เหรียญเป็นประมาณ 1850 เหรียญต่อออนซ์ในปัจจุบัน  คิดแล้วเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 583% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 21.2% ต่อปีและน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าทรัพย์สินอื่นทั้งหมด  และแม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ราคาทองก็ตกลงมาเพียงประมาณ 30% น้อยกว่าตลาดหุ้นที่ตกลงมาเกือบ 50%  และหลังจากนั้นทองก็วิ่งขึ้นมาแทบจะไม่สะดุดเลยจนถึงวันนี้
ทองจะไปทางไหนต่อ  มันจะยังคงวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ  หรือมันใกล้จะเป็นฟองสบู่  เป็นเรื่องที่คาดได้ยาก  โดยทฤษฎีแล้ว  ทองนั้นจะปรับตัวขึ้นเมื่อเกิดเหตุหรือสภาวการณ์ใหญ่ ๆ  3  ประการด้วยกันคือ  เรื่องแรก  เมื่อเกิดภาวะ  วิกฤติทางการเงินหรือเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะเมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง  เช่นเดียวกัน  ปัญหาทางการเมืองและสงครามก็มักจะทำให้ราคาทองพุ่ง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นสามารถรักษามูลค่าของมันได้เสมอ  เพราะมันเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก  เรื่องที่สองก็คือ  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงหรือลดค่าลง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นเป็นคล้าย ๆ  กับเงินสกุลหนึ่งที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือเงินได้ทั้งโลกเหมือนกับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน  ดังนั้น  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อน  ทองก็มัก  แข็ง  หรือมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง  เรื่องที่สามก็คือ  เมื่อเงินเฟ้อมีอัตราสูง  นั่นก็คือ  มีเงินหมุนเวียนในระบบมากเกินไป  มากกว่าของหรือสินค้าที่มีอยู่  ดังนั้น  เงินก็จะมาไล่ซื้อทองจึงทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาค่าของมัน
จากเหตุผล 3 ข้อข้างต้นก็จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ  นี้   ภาวะวิกฤติทางการเงินยังคงอยู่ทั้งในยุโรปและอเมริกา  เช่นเดียวกัน  เงินดอลลาร์ก็อยู่ในช่วงที่ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ  เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ  อย่างรวมถึงการขาดดุลการค้าและงบประมาณที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันเป็นหนี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ  และสุดท้าย  ภาวะเงินเฟ้อก็ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นมากเช่นกัน  นอกจากนั้น  ปริมาณของทองคำ  ซึ่งในโลกนี้ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ค่อนข้างจำกัดนั้น  กลับมีความต้องการสูงขึ้น  ทั้งจากประชาชนในอินเดียและจีนที่มีรายได้สูงขึ้นมาก  และจากธนาคารกลางของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะจีน อินเดีย  และรวมถึงประเทศอื่น ๆ  เช่นไทย  ต่างก็มีเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์สูงมากและต้องการซื้อทองเพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้น  สาเหตุเหล่านี้ทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งก็ยิ่งทำให้  นักเก็งกำไร  และรวมถึงนักลงทุน  ต่างก็เข้ามาซื้อทองคำส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไปอีก  คำถามก็คือ  นี่เป็น ฟองสบู่ทองคำหรือยัง?
ผมเองตอบไม่ได้  แต่วันหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ  นี้  ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่คนดูแลแม่ยายผมซึ่งเราจ้างมา  เธอเป็นผู้หญิงอายุเกือบ 50 ปีและไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุน  และเงินก็มีไม่มาก  เธอบอกผมว่าเธออยากจะลงทุนซื้อทองซักบาทหนึ่งเพราะเห็นว่าราคามันขึ้นไปสูงมากเป็นกว่าสองหมื่นบาทแล้ว  ผมถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร   เธอบอกว่าเห็นจากทีวี   หลังจากนั้นผมก็มาคิดว่า  บางทีราคาทองน่าจะใกล้เป็นฟองสบู่แล้ว  ดังนั้น  ใครที่คิดจะซื้อทองลงทุนก็คงต้องระวัง  แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนไม่ได้เลย  ผมคิดว่าการลงทุนไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุนรวมก็ไม่น่าจะเสี่ยงมากนัก  เหนือสิ่งอื่นใด  ทองนั้น  มักจะสามารถรักษามูลค่าของมันได้ในยามที่เลวร้ายที่สุด       
     
23 สิงหาคม  2554

Apple VS Exxon

สัปดาห์ก่อนมีข่าวเล็ก ๆ  เกี่ยวกับหุ้นที่น่าสนใจและน่าจะเรียกได้ว่าเป็นหุ้น สุดยอดแห่งทศวรรษของโลก  นั่นก็คือ  หุ้นของบริษัท  Apple Inc.  ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ยี่ห้อแม็ค  ไอโฟน  ไอแพด และอื่น ๆ  ที่ครองใจผู้ใช้ทั้งโลก  สินค้าหลายชนิดของบริษัทนั้นเป็นที่นิยมขนาดที่คนต้อง เข้าคิวซื้อ  และคนที่ได้ครอบครองสินค้าในมือนั้นมีความรู้สึกภาคภูมิใจและอยากจะอวดกับเพื่อนฝูง  มันเป็นสินค้าที่ทำให้คนดูทันสมัยและ มีระดับ  ในสังคม  ข่าวที่ว่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แต่เป็นข่าวที่ว่าหุ้นของบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐนั้นมีราคาปรับตัวขึ้นจนทำให้มันมีมูลค่าสูงที่สุดและเอาชนะหุ้นของบริษัท Exxon Mobil หรือที่คนไทยรู้จักกันก็คือเอสโซ่  บริษัทน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหรัฐและในโลกมาช้านาน ลองมาดูกันว่าบริษัทแอปเปิลมีผลประกอบการดีอย่างไรและทำไมหุ้นจึงเติบโตมาได้ขนาดนี้เทียบกับบริษัทเอสโซที่ทำธุรกิจน้ำมันและพลังงานที่ก็น่าจะโดดเด่นสุดยอดเหมือนกัน  เพราะเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจที่โลกกำลังมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อย ๆ  และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในชีวิตของมนุษย์ยุคปัจจุบัน

พูดถึงมูลค่าหุ้นในตลาดของแอปเปิลและเอ็กซอนนั้น  ขณะนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 350 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่า ๆ  กันหรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ ประมาณ 10 ล้าน ล้านบาท  หรือพอ ๆ  กับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยทั้งปี  และใหญ่กว่ามูลค่ารวมของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ที่ประมาณ 8.7 ล้านล้านบาท  พูดอีกทางหนึ่งก็คือหุ้นแอปเปิลตัวเดียวนั้นก็ใหญ่กว่าหุ้นไทยทั้งตลาดแล้ว

ดูทางด้าน ทรัพย์สินว่าบริษัทมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ปรากฏว่าแอปเปิลมีทรัพย์สินเพียงประมาณ  100 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ ประมาณ  3 ล้าน ๆ  บาท  แต่เนื่องจากทรัพย์สินประมาณ  8 แสนล้านบาทนั้นเป็นเงินสดที่บริษัทเก็บไว้ไม่ได้จ่ายปันผลออกมานานดังนั้น  เอาเข้าจริง ๆ  แล้ว  ทรัพย์สินที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินงานของบริษัทนั้นน่าจะมีเพียงประมาณ 2.2 ล้าน ล้านบาทเท่านั้น  ส่วนของเอ็กซอนนั้น  มีทรัพย์สินถึงประมาณ 300 พันล้านเหรียญหรือใหญ่เป็น 3 เท่าของแอปเปิล  หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ  9 ล้าน ล้านบาท  เอ็กซอนมีเงินสดอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาทแต่มีหนี้อยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท  ในขณะที่แอปเปิลนั้นไม่มีหนี้เลย  ดังนั้น  ถ้าจะพูดอย่างคร่าว ๆ  ก็คือ  เอ็กซอนนั้นใช้ทรัพย์สินเพื่อดำเนินงานประมาณ 4 เท่า ของแอปเปิล 
มองทางด้านรายได้  แอปเปิลมียอดขายต่อปีประมาณ  100 พันล้านเหรียญต่อปี หรือเท่ากับ 3 ล้าน ล้านบาท ในขณะที่เอ็กซอนมียอดขายสูงกว่ามากคือประมาณ 400 พันล้านหรือคิดเป็น 4 เท่าของแอปเปิล หรือคิดเป็นเงินไทยถึง 12 ล้าน ล้านบาท  มากกว่าผลผลิตมวลรวมประชาชาติของไทย  พูดง่าย ๆ  บริษัทเอ็กซอนบริษัทเดียวขายน้ำมันทั้งปีมีมูลค่าสูงกว่าสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศผลิตในเวลาเดียวกัน

ถ้ามองจากทรัพย์สินและยอดขายก็จะเห็นว่าบริษัทเอ็กซอนนั้นนั้นมีทรัพย์สินมากกว่าแอปเปิล 4 เท่าและมีรายได้หรือยอดขายต่อปีมากกว่าแอปเปิล 4 เท่าเหมือนกัน  ดังนั้น  เราอาจจะพูดได้ว่าถ้าเปรียบเทียบโดยขนาดของบริษัทแล้ว  แอปเปิลนั้นเล็กกว่าเอ็กซอนถึง 3 เท่าหรือ แอปเปิลนั้นมีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของเอ็กซอนเท่านั้น  แต่มูลค่าตลาดของหุ้นของทั้งสองบริษัทกลับใหญ่เท่า ๆ  กัน  อะไรทำให้มันเป็นอย่างนั้น  หุ้นของแอปเปิลมีราคา เวอร์  เกินความเป็นจริงหรือเปล่า?

ผลการดำเนินงานหรือกำไรของแอปเปิลในปีที่ผ่านมาเท่ากับ 23.6 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท  ในขณะที่ของเอ็กซอนเท่ากับ 37.9 พันล้านเหรียญหรือประมาณ 1.1 ล้าน ล้านบาท คิดแล้วมากกว่าประมาณ 60%  อย่างไรก็ตาม  ความสามารถในการทำกำไรของแอปเปิลดูเหมือนจะสูงกว่าของเอ็กซอนมาก  เพราะอัตราส่วนกำไรต่อยอดขายของแอปเปิลเท่ากับประมาณ 24%  ในขณะที่ของเอ็กซอน เท่ากับประมาณ 10% เท่านั้น  พูดง่าย ๆ  การขายสินค้าไฮเท็คที่สุดทันสมัยของแอปเปิลแต่ละเครื่องนั้น  กำไรดีกว่าการขายน้ำมันทุกบาร์เรลที่เหมือน ๆ  กันทุกบริษัท

กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นซึ่งถือว่าเป็นกำไรที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับนั้น  ของแอปเปิลสูงมากถึง 42%  และถ้าหากไม่นับเงินสดที่แอปเปิลมีมากเกินความจำเป็นแล้ว  กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของแอปเปิลจริง ๆ  อาจจะสูงถึง  50-60% ทีเดียว  ในขณะที่ของเอ็กซอนนั้นอยู่ที่  25%  ซึ่งถ้าจะพูดไปก็สูงมากอยู่แล้ว  ดังนั้นเราจึงสามารถพูดได้ว่ากิจการของเอ็กซอนนั้นทำกำไรได้ดีมากและของแอปเปิลนั้นน่าจะ  ดีสุดยอดในแง่ของการทำกำไร

ในด้านของการเติบโตของกำไรนั้น  การเพิ่มขึ้นของกำไรไตรมาศนี้เมื่อเปรียบเทียบกับของปีที่แล้วก็พบว่าแอปเปิลโตขึ้นถึง 125%  ในขณะที่เอ็กซอนโตขึ้นถึง 41% เช่นกัน  เป็นการแสดงให้เห็นว่าหุ้นสองตัวนี้ต่างก็เป็น  ดาราทั้งคู่  เพียงแต่แอปเปิลนั้นเป็น ซุปเปอร์สตาร์  ที่มาแรงจริง ๆ 
มาดูทางด้านของความถูกความแพงของหุ้นกันบ้าง  แอปเปิลนั้นมีค่า PE เท่ากับ 14.8 เท่า และค่า PB เท่ากับ 4.9 เท่า  หรือถ้าเราหักเงินสดที่มากเกินออกไปซึ่งจะทำให้มูลค่าทางบัญชีหรือค่า B ลดลง  ค่า PB ก็น่าจะอยู่ในหลักประมาณ 8 เท่า ในส่วนของเอ็กซอนนั้น  ค่า PE เท่ากับ 9.5 เท่า  ในขณะที่ค่า PB  เท่ากับ  2.2 เท่า  ดูไปแล้วราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทก็ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐและแม้แต่หุ้นไทย  ว่าที่จริงอาจจะเข้าข่ายเป็นหุ้น Value หรือหุ้นเน้นคุณค่าด้วยซ้ำ  เหนือสิ่งอื่นใด  แอปเปิลนั้นน่าจะเป็น  ราชันของหุ้นไฮเท็ค  ส่วน เอ็กซอนนั้นก็น่าจะเป็นราชันของหุ้นพลังงาน  ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมต่างก็กำลังร้อนแรงและเติบโตกันทั้งคู่  แต่เหตุที่หุ้นมีราคาถูกนั้นอาจจะเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาตกต่ำก็เป็นได้  และนี่ก็อาจจะเป็นช่วงเวลา ซื้อสำหรับคนที่ชอบหุ้นประเภทซุปเปอร์สต็อก

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่องของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ผ่านมาในระยะยาว  ผมมองย้อนหลังไปประมาณ 8 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นแอปเปิลยังไม่ได้ไปไหนนิ่ง ๆ  มานานนับสิบปีและเป็นช่วงที่ สตีป จอบส์ ซีอีโอ คนปัจจุบันเริ่มกลับเข้ามาบริหารบริษัทใหม่หลังจากที่ถูกไล่ออกไปหลายปี  ในขณะนั้นหุ้น แอปเปิลมีราคาประมาณ 7 ดอลลาร์  ในเวลาเดียวกัน หุ้นเอ็กซอนมีราคาประมาณ 34 เหรียญ  นั่นคือช่วงกลางปี 2003  พอถึงกลางปี 2008 หุ้นแอปเปิลขึ้นไปถึง 187 ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นไปเป็น 95 เหรียญ ในเวลา 5 ปี แอปเปิลขึ้นไป 25.7 เท่าและหุ้นเอ็กซอนขึ้นไปเพียง 1.79 เท่า  ในช่วงวิกฤติปลายปี 2008 หุ้นแอปเปิลตกลงมาเหลือ 80 เหรียญต้น ๆ  หรือลดลงถึง 56%  ส่วนหุ้นเอ็กซอนตกลงมาเหลือประมาณ 62 เหรียญหรือลดลง 35%  แต่หลังจากนั้น  จนถึงปัจจุบันหุ้นแอปเปิลก็ปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 374 เหรียญหรือขึ้นมา 3.5 เท่า  ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นมาเป็น 72 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นเพียง 16% และยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติ  โดยสรุปแล้วในช่วงประมาณ 8 ปี หุ้นแอปเปิลขึ้นมาประมาณ 52 เท่า ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นมาประมาณ 1.1 เท่า

ข้อสรุปรวบยอดของผมก็คือ  ในช่วงเวลา 8 ปี  หุ้นแอปเปิลซึ่งเคยเป็นหุ้นที่ค่อนข้างเล็กมีมูลค่าตลาดประมาณ 2 แสนล้านบาท  ได้เติบโตมหาศาลกลายเป็นหุ้น 10 ล้านล้านบาท  เท่ากับหุ้นเอ็กซอนซึ่งเป็นหุ้นยักษ์ใหญ่ระดับต้นของโลก  หุ้นเอ็กซอนเองนั้นเมื่อ 8 ปีก่อนก็น่าจะเป็นหุ้นระดับต้นของโลกที่มีมูลค่าถึง เกือบ 5 ล้านล้านบาท  คนที่ลงทุนในหุ้นเอ็กซอนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมานั้นก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่เลวเฉลี่ยประมาณปีละ 10%  แต่ถ้าใครลงทุนและถือหุ้นแอปเปิลผ่านร้อนผ่านหนาวและวิกฤติเศรษฐกิจมาถึงวันนี้ก็อาจจะกลายเป็นเศรษฐีโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย  และนี่ก็คือความแตกต่างระหว่างหุ้นบลูชิพอย่างเอ็กซอน  กับหุ้นซุปเปอร์สต็อกอย่างหุ้นแอปเปิล         
     
19  สิงหาคม  2554