วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทอง ทอง ทอง



ในช่วงนี้ที่หุ้นดูเหมือนจะไม่ไปไหน  พันธบัตรและเงินฝากก็มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเพียง 3-4% ต่อปีเป็นอย่างมาก  ที่ดินเองก็ไม่ขยับ  ความปลอดภัยของเงินก็เริ่มมีน้อยลงเพราะภายในหนึ่งปีรัฐบาลก็จะเริ่มค้ำประกันเงินฝากของผู้ฝากเงินในแต่ละแบงค์ไม่เกิน 1 ล้านบาท  เหนือสิ่งอื่นใด  ภาวะเศรษฐกิจโลกก็ยังน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดภาวะถดถอยอย่างแรงอีกครั้ง  แต่สิ่งที่ร้อนแรงมากก็คือ  ทองคำ  เพราะราคาทองมีการปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นเป็น  กระทิงดุ  ราคาขึ้นวันเดียว 1,000 บาทต่อบาททองคำ แตะ 26,400 บาท เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 54  โดยที่ราคาตลาดโลกสูงถึง 1,869 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์  และเป็นการขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ  นับได้ถึงสิบปีแล้ว  การลงทุนในทองคำดูเหมือนว่าจะเป็นการลงทุนที่  ใช่เลย  สำหรับหลาย ๆ  คน  เหนือสิ่งอื่นใด  ราคาทองคำ  ไม่มีลง  มันมีความปลอดภัยสูงมาก  ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเรียกมันว่า  “Safe Heaven”  มันเป็นสวรรค์ในยามที่เกิดวิกฤติและโกลาหลขึ้นในโลก  มาดูกันว่าเราควรลงทุนในทองคำไหม?
ก่อนที่จะพูดถึงเหตุผลในแง่ของ  พื้นฐาน  มาดูสถิติผลตอบแทนของทองคำในระยะยาวที่ผ่านมาก่อน   เพราะนี่จะช่วยเตือนสติเราว่า  ทองคำนั้น  ไม่ได้ เปล่งแสงวับวาว  ตลอดเวลา   และการเข้าไปลงทุนผิดจังหวะก็อาจจะทำให้เราเสียหายรุนแรงได้เหมือนกัน
มองย้อนหลังไปถึงประมาณปี 2520 ซึ่งผมเริ่มทำงานใหม่ ๆ  และเคยซื้อทองเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต  ผมจำได้ว่าทองรูปพรรณในขณะนั้นราคาบาทละน่าจะประมาณพันบาทต้น ๆ  ตีเสียว่าประมาณ 1,100 บาท  ถ้าผมเก็บทองชิ้นนั้นไว้ถึงวันนี้เป็นเวลา 34 ปี เท่ากับว่าเงินเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 24 เท่า  นี่ดูเหมือนจะมากมโหฬาร  แต่ถ้ามาคำนวณผลตอบแทนแบบทบต้นแต่ละปีก็จะพบว่าผลตอบแทนเฉลี่ยนั้นเท่ากับประมาณ 10% ต่อปีเท่านั้น  ไม่ได้หรูหรามากแต่ก็ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  หุ้น  ที่ผู้เชี่ยวชาญต่างก็บอกว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน สูงที่สุด
การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 34 ปีที่ผ่านมานั้นถ้าคิดแบบง่าย ๆ  ว่าดัชนีตลาดหุ้นก็คือราคาหุ้นโดยเฉลี่ยทั้งตลาดก็คือประมาณ 100 จุดหรือร้อยบาทในปี 2520  ถ้าเราลงทุนถือมาจนถึงวันนี้ที่ดัชนีตลาดเท่ากับ 1,069 จุดก็คือราคาเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,069 บาท  หรือเพิ่มขึ้นมา 10.69 เท่า  เปรียบเทียบกับราคาทองคำที่ขึ้นมาถึง 24 เท่าก็น่าจะถือว่าการลงทุนในทองคำให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามาก  อย่างไรก็ตาม   การลงทุนในหุ้นนั้น  แต่ละปียังมีปันผลที่มักจะให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4%  ซึ่งเมื่อรวมกับผลตอบแทนจากการที่ดัชนีเพิ่มขึ้นก็ทำให้หุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นประมาณ  10% ต่อปีเหมือนกัน  ดังนั้น  ข้อสรุปสำหรับการลงทุนที่ผ่านมา 34 ปีก็คือ  ทองกับหุ้นให้ผลตอบแทนพอ ๆ  กันที่ประมาณ 10% ต่อปี
แต่ผลตอบแทนของทองนั้นก็ไม่ได้สม่ำเสมอและปลอดภัยสุด ๆ  อย่างที่หลายคนอาจจะคิด  ในช่วงปี 2522  ถึง 2523 นั้น  ราคาทองได้ปรับตัวขึ้นไปอย่างมโหฬารคือเพียงปีเดียวราคาขึ้นไปจากประมาณ 200 เหรียญต่อออนซ์ เป็นประมาณ 850 เหรียญอันเป็นผลจากภาวะเงินเฟ้อที่สูงเป็นสองหลักหรือกว่า 10%  ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างแรงซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปฏิวัติในอิหร่านและการยึดสถานทูตของสหรัฐในอิหร่าน  และการที่โซเวียตรุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน    ถ้าเราเข้าไปซื้อทองเพื่อลงทุนในปี 2523  โดยคิดว่าทองน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมเนื่องจากมันปรับตัวขึ้นเร็วมากกว่า 300%  ในปีเดียว  เราก็จะพบว่าเราคิดผิดอย่างแรง  เพราะหลังจากที่เหตุการณ์ต่าง ๆ  คลี่คลายลง  ราคาทองคำก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วเหลือเพียงประมาณ 300 เหรียญต้น ๆ  ต่อออนซ์ในปี  2525 และหลังจากนั้น  ราคาทองคำก็ไม่ค่อยได้ไปไหน  ขยับอยู่ระหว่างประมาณ 250 ถึง 450 เหรียญเป็นเวลาเกือบ 20 ปี จนถึงปี 2544  พูดง่าย ๆ  คนที่ถือทองคำอยู่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยเป็นเวลา 20 ปี  ในขณะที่หุ้นนั้น  ทุกปียังมีปันผล  ปลอบใจ  แม้ว่าหุ้นอาจจะนิ่งหรือตกลงมา
ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำและเป็นช่วงที่ ดึงผลตอบแทนระยะยาวของทองคำให้สูงขึ้นจนน่าประทับใจก็คือช่วงทศวรรษหรือ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง  ตั้งแต่ปี 2544 ถึง ปัจจุบัน  ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาแทบจะตลอดเวลา  จากราคาประมาณ 271 เหรียญเป็นประมาณ 1850 เหรียญต่อออนซ์ในปัจจุบัน  คิดแล้วเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 583% หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละ 21.2% ต่อปีและน่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าทรัพย์สินอื่นทั้งหมด  และแม้แต่ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ราคาทองก็ตกลงมาเพียงประมาณ 30% น้อยกว่าตลาดหุ้นที่ตกลงมาเกือบ 50%  และหลังจากนั้นทองก็วิ่งขึ้นมาแทบจะไม่สะดุดเลยจนถึงวันนี้
ทองจะไปทางไหนต่อ  มันจะยังคงวิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ  หรือมันใกล้จะเป็นฟองสบู่  เป็นเรื่องที่คาดได้ยาก  โดยทฤษฎีแล้ว  ทองนั้นจะปรับตัวขึ้นเมื่อเกิดเหตุหรือสภาวการณ์ใหญ่ ๆ  3  ประการด้วยกันคือ  เรื่องแรก  เมื่อเกิดภาวะ  วิกฤติทางการเงินหรือเศรษฐกิจ  โดยเฉพาะเมื่อสถาบันการเงินมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง  เช่นเดียวกัน  ปัญหาทางการเมืองและสงครามก็มักจะทำให้ราคาทองพุ่ง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นสามารถรักษามูลค่าของมันได้เสมอ  เพราะมันเป็นที่ต้องการของคนทั้งโลก  เรื่องที่สองก็คือ  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงหรือลดค่าลง  เหตุผลก็คือ  ทองนั้นเป็นคล้าย ๆ  กับเงินสกุลหนึ่งที่สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือเงินได้ทั้งโลกเหมือนกับเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนกัน  ดังนั้น  เมื่อเงินดอลลาร์อ่อน  ทองก็มัก  แข็ง  หรือมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง  เรื่องที่สามก็คือ  เมื่อเงินเฟ้อมีอัตราสูง  นั่นก็คือ  มีเงินหมุนเวียนในระบบมากเกินไป  มากกว่าของหรือสินค้าที่มีอยู่  ดังนั้น  เงินก็จะมาไล่ซื้อทองจึงทำให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรักษาค่าของมัน
จากเหตุผล 3 ข้อข้างต้นก็จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาเร็ว ๆ  นี้   ภาวะวิกฤติทางการเงินยังคงอยู่ทั้งในยุโรปและอเมริกา  เช่นเดียวกัน  เงินดอลลาร์ก็อยู่ในช่วงที่ตกต่ำลงมาเรื่อย ๆ  เนื่องจากเหตุผลหลาย ๆ  อย่างรวมถึงการขาดดุลการค้าและงบประมาณที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันเป็นหนี้สูงขึ้นเรื่อย ๆ  และสุดท้าย  ภาวะเงินเฟ้อก็ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นมากเช่นกัน  นอกจากนั้น  ปริมาณของทองคำ  ซึ่งในโลกนี้ดูเหมือนว่าจะมีอยู่ค่อนข้างจำกัดนั้น  กลับมีความต้องการสูงขึ้น  ทั้งจากประชาชนในอินเดียและจีนที่มีรายได้สูงขึ้นมาก  และจากธนาคารกลางของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะจีน อินเดีย  และรวมถึงประเทศอื่น ๆ  เช่นไทย  ต่างก็มีเงินสำรองที่เป็นดอลลาร์สูงมากและต้องการซื้อทองเพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำรองเพิ่มขึ้น  สาเหตุเหล่านี้ทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งก็ยิ่งทำให้  นักเก็งกำไร  และรวมถึงนักลงทุน  ต่างก็เข้ามาซื้อทองคำส่งผลให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไปอีก  คำถามก็คือ  นี่เป็น ฟองสบู่ทองคำหรือยัง?
ผมเองตอบไม่ได้  แต่วันหนึ่งเมื่อเร็ว ๆ  นี้  ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่คนดูแลแม่ยายผมซึ่งเราจ้างมา  เธอเป็นผู้หญิงอายุเกือบ 50 ปีและไม่ได้มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการลงทุน  และเงินก็มีไม่มาก  เธอบอกผมว่าเธออยากจะลงทุนซื้อทองซักบาทหนึ่งเพราะเห็นว่าราคามันขึ้นไปสูงมากเป็นกว่าสองหมื่นบาทแล้ว  ผมถามว่าเธอรู้ได้อย่างไร   เธอบอกว่าเห็นจากทีวี   หลังจากนั้นผมก็มาคิดว่า  บางทีราคาทองน่าจะใกล้เป็นฟองสบู่แล้ว  ดังนั้น  ใครที่คิดจะซื้อทองลงทุนก็คงต้องระวัง  แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนไม่ได้เลย  ผมคิดว่าการลงทุนไม่เกิน 10% ของพอร์ตการลงทุนรวมก็ไม่น่าจะเสี่ยงมากนัก  เหนือสิ่งอื่นใด  ทองนั้น  มักจะสามารถรักษามูลค่าของมันได้ในยามที่เลวร้ายที่สุด       
     
23 สิงหาคม  2554

Apple VS Exxon

สัปดาห์ก่อนมีข่าวเล็ก ๆ  เกี่ยวกับหุ้นที่น่าสนใจและน่าจะเรียกได้ว่าเป็นหุ้น สุดยอดแห่งทศวรรษของโลก  นั่นก็คือ  หุ้นของบริษัท  Apple Inc.  ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ยี่ห้อแม็ค  ไอโฟน  ไอแพด และอื่น ๆ  ที่ครองใจผู้ใช้ทั้งโลก  สินค้าหลายชนิดของบริษัทนั้นเป็นที่นิยมขนาดที่คนต้อง เข้าคิวซื้อ  และคนที่ได้ครอบครองสินค้าในมือนั้นมีความรู้สึกภาคภูมิใจและอยากจะอวดกับเพื่อนฝูง  มันเป็นสินค้าที่ทำให้คนดูทันสมัยและ มีระดับ  ในสังคม  ข่าวที่ว่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แต่เป็นข่าวที่ว่าหุ้นของบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐนั้นมีราคาปรับตัวขึ้นจนทำให้มันมีมูลค่าสูงที่สุดและเอาชนะหุ้นของบริษัท Exxon Mobil หรือที่คนไทยรู้จักกันก็คือเอสโซ่  บริษัทน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหรัฐและในโลกมาช้านาน ลองมาดูกันว่าบริษัทแอปเปิลมีผลประกอบการดีอย่างไรและทำไมหุ้นจึงเติบโตมาได้ขนาดนี้เทียบกับบริษัทเอสโซที่ทำธุรกิจน้ำมันและพลังงานที่ก็น่าจะโดดเด่นสุดยอดเหมือนกัน  เพราะเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจที่โลกกำลังมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อย ๆ  และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในชีวิตของมนุษย์ยุคปัจจุบัน

พูดถึงมูลค่าหุ้นในตลาดของแอปเปิลและเอ็กซอนนั้น  ขณะนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 350 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่า ๆ  กันหรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ ประมาณ 10 ล้าน ล้านบาท  หรือพอ ๆ  กับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยทั้งปี  และใหญ่กว่ามูลค่ารวมของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ที่ประมาณ 8.7 ล้านล้านบาท  พูดอีกทางหนึ่งก็คือหุ้นแอปเปิลตัวเดียวนั้นก็ใหญ่กว่าหุ้นไทยทั้งตลาดแล้ว

ดูทางด้าน ทรัพย์สินว่าบริษัทมีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ปรากฏว่าแอปเปิลมีทรัพย์สินเพียงประมาณ  100 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ ประมาณ  3 ล้าน ๆ  บาท  แต่เนื่องจากทรัพย์สินประมาณ  8 แสนล้านบาทนั้นเป็นเงินสดที่บริษัทเก็บไว้ไม่ได้จ่ายปันผลออกมานานดังนั้น  เอาเข้าจริง ๆ  แล้ว  ทรัพย์สินที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินงานของบริษัทนั้นน่าจะมีเพียงประมาณ 2.2 ล้าน ล้านบาทเท่านั้น  ส่วนของเอ็กซอนนั้น  มีทรัพย์สินถึงประมาณ 300 พันล้านเหรียญหรือใหญ่เป็น 3 เท่าของแอปเปิล  หรือคิดเป็นเงินไทยก็คือ  9 ล้าน ล้านบาท  เอ็กซอนมีเงินสดอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาทแต่มีหนี้อยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท  ในขณะที่แอปเปิลนั้นไม่มีหนี้เลย  ดังนั้น  ถ้าจะพูดอย่างคร่าว ๆ  ก็คือ  เอ็กซอนนั้นใช้ทรัพย์สินเพื่อดำเนินงานประมาณ 4 เท่า ของแอปเปิล 
มองทางด้านรายได้  แอปเปิลมียอดขายต่อปีประมาณ  100 พันล้านเหรียญต่อปี หรือเท่ากับ 3 ล้าน ล้านบาท ในขณะที่เอ็กซอนมียอดขายสูงกว่ามากคือประมาณ 400 พันล้านหรือคิดเป็น 4 เท่าของแอปเปิล หรือคิดเป็นเงินไทยถึง 12 ล้าน ล้านบาท  มากกว่าผลผลิตมวลรวมประชาชาติของไทย  พูดง่าย ๆ  บริษัทเอ็กซอนบริษัทเดียวขายน้ำมันทั้งปีมีมูลค่าสูงกว่าสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศผลิตในเวลาเดียวกัน

ถ้ามองจากทรัพย์สินและยอดขายก็จะเห็นว่าบริษัทเอ็กซอนนั้นนั้นมีทรัพย์สินมากกว่าแอปเปิล 4 เท่าและมีรายได้หรือยอดขายต่อปีมากกว่าแอปเปิล 4 เท่าเหมือนกัน  ดังนั้น  เราอาจจะพูดได้ว่าถ้าเปรียบเทียบโดยขนาดของบริษัทแล้ว  แอปเปิลนั้นเล็กกว่าเอ็กซอนถึง 3 เท่าหรือ แอปเปิลนั้นมีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของเอ็กซอนเท่านั้น  แต่มูลค่าตลาดของหุ้นของทั้งสองบริษัทกลับใหญ่เท่า ๆ  กัน  อะไรทำให้มันเป็นอย่างนั้น  หุ้นของแอปเปิลมีราคา เวอร์  เกินความเป็นจริงหรือเปล่า?

ผลการดำเนินงานหรือกำไรของแอปเปิลในปีที่ผ่านมาเท่ากับ 23.6 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 7 แสนล้านบาท  ในขณะที่ของเอ็กซอนเท่ากับ 37.9 พันล้านเหรียญหรือประมาณ 1.1 ล้าน ล้านบาท คิดแล้วมากกว่าประมาณ 60%  อย่างไรก็ตาม  ความสามารถในการทำกำไรของแอปเปิลดูเหมือนจะสูงกว่าของเอ็กซอนมาก  เพราะอัตราส่วนกำไรต่อยอดขายของแอปเปิลเท่ากับประมาณ 24%  ในขณะที่ของเอ็กซอน เท่ากับประมาณ 10% เท่านั้น  พูดง่าย ๆ  การขายสินค้าไฮเท็คที่สุดทันสมัยของแอปเปิลแต่ละเครื่องนั้น  กำไรดีกว่าการขายน้ำมันทุกบาร์เรลที่เหมือน ๆ  กันทุกบริษัท

กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นซึ่งถือว่าเป็นกำไรที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับนั้น  ของแอปเปิลสูงมากถึง 42%  และถ้าหากไม่นับเงินสดที่แอปเปิลมีมากเกินความจำเป็นแล้ว  กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นของแอปเปิลจริง ๆ  อาจจะสูงถึง  50-60% ทีเดียว  ในขณะที่ของเอ็กซอนนั้นอยู่ที่  25%  ซึ่งถ้าจะพูดไปก็สูงมากอยู่แล้ว  ดังนั้นเราจึงสามารถพูดได้ว่ากิจการของเอ็กซอนนั้นทำกำไรได้ดีมากและของแอปเปิลนั้นน่าจะ  ดีสุดยอดในแง่ของการทำกำไร

ในด้านของการเติบโตของกำไรนั้น  การเพิ่มขึ้นของกำไรไตรมาศนี้เมื่อเปรียบเทียบกับของปีที่แล้วก็พบว่าแอปเปิลโตขึ้นถึง 125%  ในขณะที่เอ็กซอนโตขึ้นถึง 41% เช่นกัน  เป็นการแสดงให้เห็นว่าหุ้นสองตัวนี้ต่างก็เป็น  ดาราทั้งคู่  เพียงแต่แอปเปิลนั้นเป็น ซุปเปอร์สตาร์  ที่มาแรงจริง ๆ 
มาดูทางด้านของความถูกความแพงของหุ้นกันบ้าง  แอปเปิลนั้นมีค่า PE เท่ากับ 14.8 เท่า และค่า PB เท่ากับ 4.9 เท่า  หรือถ้าเราหักเงินสดที่มากเกินออกไปซึ่งจะทำให้มูลค่าทางบัญชีหรือค่า B ลดลง  ค่า PB ก็น่าจะอยู่ในหลักประมาณ 8 เท่า ในส่วนของเอ็กซอนนั้น  ค่า PE เท่ากับ 9.5 เท่า  ในขณะที่ค่า PB  เท่ากับ  2.2 เท่า  ดูไปแล้วราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทก็ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐและแม้แต่หุ้นไทย  ว่าที่จริงอาจจะเข้าข่ายเป็นหุ้น Value หรือหุ้นเน้นคุณค่าด้วยซ้ำ  เหนือสิ่งอื่นใด  แอปเปิลนั้นน่าจะเป็น  ราชันของหุ้นไฮเท็ค  ส่วน เอ็กซอนนั้นก็น่าจะเป็นราชันของหุ้นพลังงาน  ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมต่างก็กำลังร้อนแรงและเติบโตกันทั้งคู่  แต่เหตุที่หุ้นมีราคาถูกนั้นอาจจะเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาตกต่ำก็เป็นได้  และนี่ก็อาจจะเป็นช่วงเวลา ซื้อสำหรับคนที่ชอบหุ้นประเภทซุปเปอร์สต็อก

สุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือเรื่องของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ผ่านมาในระยะยาว  ผมมองย้อนหลังไปประมาณ 8 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นแอปเปิลยังไม่ได้ไปไหนนิ่ง ๆ  มานานนับสิบปีและเป็นช่วงที่ สตีป จอบส์ ซีอีโอ คนปัจจุบันเริ่มกลับเข้ามาบริหารบริษัทใหม่หลังจากที่ถูกไล่ออกไปหลายปี  ในขณะนั้นหุ้น แอปเปิลมีราคาประมาณ 7 ดอลลาร์  ในเวลาเดียวกัน หุ้นเอ็กซอนมีราคาประมาณ 34 เหรียญ  นั่นคือช่วงกลางปี 2003  พอถึงกลางปี 2008 หุ้นแอปเปิลขึ้นไปถึง 187 ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นไปเป็น 95 เหรียญ ในเวลา 5 ปี แอปเปิลขึ้นไป 25.7 เท่าและหุ้นเอ็กซอนขึ้นไปเพียง 1.79 เท่า  ในช่วงวิกฤติปลายปี 2008 หุ้นแอปเปิลตกลงมาเหลือ 80 เหรียญต้น ๆ  หรือลดลงถึง 56%  ส่วนหุ้นเอ็กซอนตกลงมาเหลือประมาณ 62 เหรียญหรือลดลง 35%  แต่หลังจากนั้น  จนถึงปัจจุบันหุ้นแอปเปิลก็ปรับตัวขึ้นมาเป็นประมาณ 374 เหรียญหรือขึ้นมา 3.5 เท่า  ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นมาเป็น 72 เหรียญ หรือเพิ่มขึ้นเพียง 16% และยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติ  โดยสรุปแล้วในช่วงประมาณ 8 ปี หุ้นแอปเปิลขึ้นมาประมาณ 52 เท่า ในขณะที่เอ็กซอนขึ้นมาประมาณ 1.1 เท่า

ข้อสรุปรวบยอดของผมก็คือ  ในช่วงเวลา 8 ปี  หุ้นแอปเปิลซึ่งเคยเป็นหุ้นที่ค่อนข้างเล็กมีมูลค่าตลาดประมาณ 2 แสนล้านบาท  ได้เติบโตมหาศาลกลายเป็นหุ้น 10 ล้านล้านบาท  เท่ากับหุ้นเอ็กซอนซึ่งเป็นหุ้นยักษ์ใหญ่ระดับต้นของโลก  หุ้นเอ็กซอนเองนั้นเมื่อ 8 ปีก่อนก็น่าจะเป็นหุ้นระดับต้นของโลกที่มีมูลค่าถึง เกือบ 5 ล้านล้านบาท  คนที่ลงทุนในหุ้นเอ็กซอนในช่วง 8 ปีที่ผ่านมานั้นก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่เลวเฉลี่ยประมาณปีละ 10%  แต่ถ้าใครลงทุนและถือหุ้นแอปเปิลผ่านร้อนผ่านหนาวและวิกฤติเศรษฐกิจมาถึงวันนี้ก็อาจจะกลายเป็นเศรษฐีโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย  และนี่ก็คือความแตกต่างระหว่างหุ้นบลูชิพอย่างเอ็กซอน  กับหุ้นซุปเปอร์สต็อกอย่างหุ้นแอปเปิล         
     
19  สิงหาคม  2554

วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เปลี่ยน VS ไม่เปลี่ยน


เซียนหรือนักลงทุนที่ มุ่งมั่นนั้น  ดูเหมือนว่าจะมีความคิดเกี่ยวกับอนาคตหรือแนวโน้มของกิจการเป็น  2 แนวทาง   กลุ่มของเซียนที่กล้าได้กล้าเสียมากกว่า  อายุน้อยกว่า  กระตือรือร้นกว่า  และมีสปิริตของ  นักเก็งกำไร”  มากกว่า  พวกเขาจะชอบการลงทุนในบริษัทที่กำลังมีการ  เปลี่ยนแปลง”  ในพื้นฐานที่สำคัญของกิจการ  พวกเขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้มูลค่าที่แท้จริงของกิจการเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ  และนั่นเป็นโอกาสที่เขาจะซื้อขายหุ้นทำกำไรได้มหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว 

นักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งน่าจะมีจำนวนน้อยกว่ากลุ่มแรกมาก  พวกเขาน่าจะมีอายุมากกว่า  อนุรักษ์นิยมกว่า  เป็นพวกที่เน้นความปลอดภัยสูง  และมีสปิริตของ นักลงทุนมากกว่าการเทรดหุ้น  พวกเขาจะชอบการลงทุนในบริษัทที่มีความแน่นอนของผลประกอบการและชอบกิจการที่  ไม่เปลี่ยนแปลง”  ในพื้นฐานที่สำคัญของกิจการ  พวกเขาเชื่อว่ากิจการที่มีความมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงไปง่าย ๆ  นั้น  จะทำให้เขาสามารถประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำหรือใกล้เคียงความเป็นจริง  ดังนั้น  การซื้อหุ้นลงทุนจะมีความผิดพลาดน้อยกว่ากิจการที่มีหรือจะมีการเปลี่ยนแปลงสูง  คนกลุ่มนี้มีความคิดว่าผลตอบแทนที่จะได้จากหุ้นมาก ๆ  นั้น  อยู่ที่การเติบโตของกิจการในอนาคตจากผลิตภัณฑ์เดิม ๆ  ของบริษัท  พูดง่าย ๆ  พวกเขาเชื่อว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามการเติบโตของยอดขายและกำไรของบริษัท  ดังนั้น  วิธีทำเงินก็คือ  ซื้อหุ้นที่มีลักษณะดังกล่าวแล้วถือไว้ยาว ๆ  โดยไม่ต้องทำอะไร  ยกเว้นแต่การคอยติดตามผลการดำเนินงานของบริษัท

การเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานที่สำคัญของกิจการนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วนแต่ก็สามารถจำแนกออกได้เป็นหลาย ๆ  กลุ่มที่เราสามารถพบเห็นในตลาดหุ้นได้ดังต่อไปนี้ 

กลุ่มแรกที่พบได้มากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของบริษัทขนาดเล็กและโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่มีปัญหาหรือเคยมีปัญหาในการดำเนินงานและกำลัง ฟื้นฟูกิจการโดยผู้ถือหุ้นและผู้บริหารกลุ่มใหม่  การที่เป็นบริษัทขนาดเล็กทำให้การเปลี่ยนแปลงแบบ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือนั้นทำได้ง่าย  วิธีการก็คือทำการเพิ่มทุนโดยผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่  แล้วก็ประกาศเปลี่ยนธุรกิจ  จากธุรกิจเดิมเป็นธุรกิจที่ มีโอกาสทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว  อาจจะเพราะผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่เคยทำธุรกิจนั้นอยู่เช่น  ธุรกิจรับเหมาหรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  หรืออาจจะเป็นธุรกิจที่กำลัง ร้อนแรง”  และการเข้าสู่ธุรกิจทำได้ง่ายเช่น  ธุรกิจพลังงานและพลังงานทดแทนต่าง ๆ  หรือถ้าเป็นบริษัทที่ทำทางด้านบริการก็อาจจะหันไปจับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบันเทิงหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสื่อสารแบบไร้สายและอินเตอร์เน็ตต่าง ๆ  เป็นต้น 

การเปลี่ยนแปลง พื้นฐานของกิจการเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทอย่างสิ้นเชิงนั้น  ถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว  ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ  จริงอยู่  ในระยะยาวบริษัทก็อาจจะมีกำไรและทำให้บริษัทที่เคยมีปัญหาฟื้นตัวได้  แต่ถ้าหากกำไรที่ทำได้นั้น  เป็น กำไรปกติ”  หรือเป็นกำไรที่เหมาะสมกับ เงินลงทุนที่ใส่เข้าไปในบริษัท  ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอาจจะเท่ากับ 10% ต่อปีในระยะยาว  ถ้าเป็นแบบนี้  มูลค่าพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัทก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้น  ดังนั้น  ราคาหุ้นก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว  ความหมายก็คือ  ใส่เงินใหม่เข้าไปเท่าไร  ราคาหุ้นก็น่าจะเพิ่มขึ้นเท่านั้นในระยะยาว 

อย่างไรก็ตาม  ในระยะสั้น  ราคาหุ้นนั้นย่อมขึ้นอยู่กับ ความเชื่อ”  ของนักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  ถ้า สปอนเซอร์”  หรือคนที่เข้ามาเปลี่ยนกิจการสามารถโน้มน้าวให้คนเชื่อว่าบริษัทจะสามารถทำกิจการใหม่ให้มีกำไรได้อย่างรวดเร็วและสูงเหมือนกับกิจการอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน  คนก็จะเข้ามาซื้อหุ้นและทำให้ราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว  และดังนั้น  คนที่เข้าไปเปลี่ยนกิจการหรือคนที่เข้าไปซื้อหุ้นไว้ก่อนก็สามารถขายหุ้นทำกำไรได้มากและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

กลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในพื้นฐานของกิจการที่เป็นบริษัทใหญ่ขึ้นมาและไม่มีปัญหาการดำเนินงานนั้น  น่าจะเป็นกิจการที่มีการเปลี่ยนแปลงในวิธีหรือกลยุทธ์สำคัญในการทำธุรกิจ  ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการเทคโอเวอร์กิจการที่เป็นคู่แข่ง และ/หรือ เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมของตน  และในกระบวนการนั้น  ทำให้เกิดความได้เปรียบเนื่องจากขนาดหรือทำให้เกิดความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ในสายตาของลูกค้า  ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับเงินลงทุนที่บริษัทจ่ายไป  ลักษณะนี้จะทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงและส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นรับกับ  พื้นฐานใหม่”  คนที่เข้าไปซื้อหุ้นไว้ก่อนในราคาต่ำก็จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ  และก็เช่นเดียวกัน  ราคาหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นไปทันทีเพียงเพราะว่านักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนเชื่อว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นจะเป็นจริง  อย่างไรก็ตาม  ในระยะยาวแล้ว  ผลประกอบการที่ประกาศออกมาจะเป็นตัวกำหนดว่าพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ดีขึ้นหรือเลวลง และราคาหุ้นจะสะท้อนพื้นฐานนั้น 

คนที่  หากินกับความเปลี่ยนแปลงของกิจการนั้น  บ่อยครั้งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นฐานระยะยาวจริง ๆ  พวกเขามองหาการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นและมีผลดีอย่างใหญ่หลวงต่อผลการดำเนินงานของบริษัท  ตัวอย่างเช่น  บริษัทหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายนั้น  ถ้าราคาสินค้าหรือบริการกำลังปรับตัวขึ้นและเขาคิดว่าด้วยความไม่สมดุลของการผลิตและการบริโภคที่กำลังเกิดขึ้นจะทำให้ราคาโภคภัณฑ์มีการปรับตัวขึ้นไปอีกมาก  แบบนี้  การซื้อหุ้นไว้ก่อนก็จะทำให้ได้กำไรมหาศาล  อย่างไรก็ตาม  คนที่สามารถคาดการณ์ได้จริง ๆ  ก็หาได้ยาก  โอกาสผิดพลาดมักจะมีสูง 

การเล่นหุ้นที่กำลังมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญนั้น  เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ  บ่อยครั้งเราไม่จำเป็นต้องคาดถูกหรือคาดผิดด้วยซ้ำ  เราเพียงแต่คาดถูกต้องว่า  คนอื่นเชื่ออย่างไรเพราะราคาหุ้นในระยะสั้นนั้นอยู่ที่ความเชื่อไม่ใช่ความจริง   ผลตอบแทนของการคาดการณ์ถูกต้องนั้นสูงมาก  เช่นเดียวกัน  ผลตอบแทนจากการคาดผิดก็เลวร้ายได้ไม่แพ้กัน  อย่างไรก็ตาม  คนที่เล่นเกมนี้ต้องเข้าใจว่ามีบางคนที่ได้เปรียบกว่าคนอื่น  อย่างน้อย สปอนเซอร์”  ก็รู้ดีกว่าคนนอก  ผู้เล่นรายใหญ่ที่มีพลังการซื้อและการชี้นำสูงก็อาจจะได้เปรียบรายย่อยที่เป็นฝ่ายรับข้อมูลมากกว่า 

กลับมาในกลุ่มของคนที่หากินกับการ  ไม่เปลี่ยนแปลง”  นี่คือยุทธศาสตร์การลงทุนที่ น่าเบื่อ”  เพราะโดยตัวธุรกิจเองนั้น  ธุรกิจที่บริษัททำอยู่นั้นมักเป็นธุรกิจที่ไม่ใคร่มีความคิดสร้างสรรค์มากมายนัก เป็นธุรกิจที่เรียกว่า รูทีนทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นมานานส่วนใหญ่อาจจะนับสิบๆปี หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่ที่เข้าข่ายก็มักจะเป็นกิจการที่ แข็งแกร่งหรือ ยิ่งใหญ่ทั้งในด้านการตลาดและการเงินเมื่อเทียบกับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน ผลประกอบการนั้นมักจะคาดการณ์ได้แต่การเติบโตขึ้นเป็นหลายสิบหรือร้อย ๆ  เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาสั้น ๆ ก็เป็นไปไม่ได้  ตัวหุ้นเองก็มักจะไม่ปรับตัวขึ้นหรือลงหวือหวา  ดังนั้น  ถ้าคนชอบที่จะมีชีวิตการลงทุนที่มั่นคงพอสมควรและไม่ต้องการความกังวลใจกับการลงทุนตลอดเวลา  นี่ก็เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจและในระยะยาวแล้ว  ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยก็อาจจะไม่แพ้การลงทุนที่เน้นการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสำหรับนักลงทุนที่มีศักยภาพพอ ๆ กัน





     10 สิงหาคม  2554

สุลต่านในฮาเร็ม


ลองจิตนาการดูว่าจะมีความสุขแค่ไหนถ้าเราเป็นสุลต่านที่มีความมั่งคั่งและอำนาจเด็ดขาดที่สามารถสั่งการเรื่องใดก็ได้ในอาณาจักรของตนเอง  ทุกเช้าเวลาสิบโมงตรง  หญิงงาม 500 คน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยงามจะถูกบัญชาให้เดินเรียงแถวเข้าเสนอตัวให้สุลต่านคัดเลือกเพื่อให้เป็นนางบำเรอหรือเป็นคู่ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขแล้วแต่ที่สุลต่านจะต้องการ

สาวงามแต่ละคนต่างก็อวดโฉมและเสนอตัวด้วยมารยาต่าง ๆ  เพื่อหวังจะได้รับเลือกให้เป็นคู่ของสุลต่าน  การได้รับเลือกเป็นความฝันสูงสุดของทุกคน   สุลต่านเองก็มีประวัติและข้อมูลเฉพาะตัวเกี่ยวกับหญิงสาวเช่น  อายุ ความสูง  ส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย  รวมถึงอุปนิสัยและความสามารถต่าง ๆ   อย่างไรก็ตาม  ด้วยจำนวนสาวงามที่มากมาย  ดูเหมือนว่าการเลือกสาวดูเหมือนจะยุ่งยากอยู่ไม่น้อย  คำถามก็คือ  จะเลือกไว้ซักกี่คน  และจะเลือกคนไหน  ที่จะทำให้เกิดความสุขสูงสุด?

ถ้าเป็นสุลต่านที่กำลังมีความกำหนัดสูงและไม่ทันได้คิดถึงอนาคตที่ตามมา  พระองค์ก็จะรีบที่จะเลือกสาวตั้งแต่คนต้น ๆ   สาวที่พระองค์คิดว่ามีความงดงามหรือมีจริตกริยาน่ารักน่าใคร่ก็จะถูกเลือกไว้อย่างรวดเร็ว  ในไม่ช้าและก่อนที่จะถึงสาวคนสุดท้าย  พระองค์ก็จะได้ นางบำเรอ”  จำนวนมากมาเป็นคู่  ชีวิตหลังจากนั้น  ดูเหมือนว่าจะสับสนวุ่นวาย  สุลต่านไม่รู้แม้แต่ชื่อของหญิงทุกคนที่มาสัมพันธ์กับตนเองไม่ต้องพูดถึงความ โรแมนติกที่จะได้รับจากการที่ได้กอดกับผู้หญิงที่รู้และเข้าอกเข้าใจ 

ไม่เป็นการดีกว่าหรือที่สุลต่านจะเลือกหญิงงามแค่ซัก 7 คน  อืม..ซัก 6 คนก็น่าจะพอ  เพราะการ  ได้พัก”  สักหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์น่าจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าการ มีความสุขทุกวันโดยไม่ได้พักเลย  ดังนั้น  สิ่งที่สุลต่านควรทำก็คือการกำหนดตั้งแต่ต้นว่าตนต้องการผู้หญิงที่จะมาเป็นคู่ที่จะเข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี  และมีความผูกพันที่ลึกซึ้งยาวนานพอสมควร  ไม่ใช่ความสัมพันธ์อันฉาบฉวย  จำนวนเพียง 6 คน  ไม่ใช่สาวงามเป็นสิบ ๆ  หรือเป็นร้อยคน 

การเลือกสาวงามเพียง 6 คนจากจำนวน 500 คนนั้น  ถ้าจะให้สาวงามเดินแถวเรียงเข้ามาเพื่อให้พิจารณาคงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ   สาวงามแต่ละคนก็มี จุดเด่น”  และจุดด้อยกันคนละอย่างทำให้ตัดสินใจได้ยาก   เหนือสิ่งอื่นใด  สาวงามแต่ละคนต่างก็พยายาม พรีเซ้นต์”  ตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อหวังให้ได้รับการคัดเลือก  นี่อาจจะทำให้สุลต่าน หลง”  ไปกับสาวงามบางคนที่อาจจะไม่ได้มีคุณสมบัติที่ดีเท่าที่ควร  ถ้าเช่นนั้นสุลต่านจะทำอย่างไรดี?

วิธีที่จะคัดสาวงามที่จะทำให้ได้คนที่สวยและดีที่สุดก็คือการตั้ง เกณฑ์”  เพื่อจะตัดสาวงามที่มีคุณสมบัติบางประการไม่ถึงขั้นจะเป็นเลิศออก  ตัวอย่างเกณฑ์ข้อหนึ่งก็คือ  สาวที่มีความสูงไม่ถึง  170 เซนติเมตร ก็ไม่ต้องเดินเข้ามาโชว์ตัว  เกณฑ์ข้ออื่น ๆ  อาจจะเป็นเรื่องของส่วนโค้งส่วนเว้าหรือคุณสมบัติอื่น  ๆ   ที่เป็นที่ต้องการของสุลต่าน  ยิ่งต้องการคนน้อยเท่าไรเมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งหมด  เกณฑ์ก็จะต้องเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น  บางทีแค่ว่าตาเล็กใหญ่ไม่เท่ากันก็ต้องถูกคัดออกแล้ว  ด้วยวิธีการแบบนี้  สุลต่านก็จะเหลือสาวงามจำนวนไม่มากที่จะพิจารณาคัดเลือก  และนางงามเหล่านี้ต่างก็จะต้องสวยสดงดงามระดับนางงามอยู่แล้ว  มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถผ่านเกณฑ์ที่เข้มงวดมาได้  ถึงขั้นนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากที่สุลต่านจะได้สาวในฝันมาบำเรอตนเอง 

ในชีวิตจริงเราคงไม่สามารถเลือกสาวดังกล่าว   ในชีวิตจริงนั้น   บางคนก็สามารถเลือกคู่ได้มากกว่าคนอื่น  คนที่มีทรัพย์สมบัติหรือรูปสมบัติที่ดีมาก ๆ  ก็มักมีแนวโน้มที่จะเลือกคนอื่นประเภท  หล่อเลือกได้”  “รวยเลือกได้”  หรือสมัยนี้ก็อาจจะ  สวยเลือกได้”  แต่สำหรับผมเองแล้ว  ดูเหมือนว่าชีวิตนี้มักจะออกในแนว  ถูกเขาเลือก”  ตลอดมา   หลาย ๆ  ครั้งผมคิดว่าผมอยู่ในสถานะที่  เสียเปรียบ”  ไม่ว่าในการทำงานหรือการใช้ชีวิต  บ่อยครั้งผม เสนอตัว”  เพื่อที่จะให้เขาเลือก  เช่นเสนอตัวให้เขาเลือกเป็นพนักงาน  หรือเสนอตัวเพื่อให้เขาเลือกให้เราและบริษัทเราทำงานให้เขา  แต่ก็มักไม่ได้รับการคัดเลือก  ประเด็นก็คือ  คุณสมบัติของเราไม่ดีพอ  หน้าตารูปร่างเราไม่เด่นพอ  เราไม่ได้มาจากสถาบันการศึกษาที่ดีเยี่ยมระดับโลก  อะไรต่าง ๆ  เหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรมแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้  ได้แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องของ โชคชะตา”  เราไม่ได้เกิดมาเป็น  สุลต่าน” 

แต่ครั้นแล้วผมก็พบว่า  ยังมีสถานที่แห่งหนึ่ง  ที่ผมสามารถทำลายความ  ด้อยทุกอย่างที่ผมมี  ในสถานที่แห่งนั้น  ผมจะเป็น  สุลต่าน”  ที่ผมจะเป็นฝ่ายที่เลือกได้ตามอำเภอใจ  ที่นั่นก็คือ  ตลาดหุ้น”  ทุก 10 โมงเช้า  จะมีหุ้นกว่า 500 ตัวเสนอตัวออกมาให้ผมเลือกว่าจะลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนโดยที่ผมไม่ต้องแม้แต่จะขอร้องให้ออกมาโชว์ตัว  หุ้นกว่า 500 ตัวนี้  ผมไม่มีความจำเป็นและไม่อยากที่จะมีไว้ครอบครองเกินกว่า 10-20 ตัว  ว่าที่จริงหุ้นที่มีนัยสำคัญที่จะเป็น  คู่แท้”  ที่ผมอยากมีความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนยาวนานนั้น  ผมคิดว่ามีซัก 6 ตัว ก็เพียงพอและมีความสุขแล้ว  การเกี่ยวข้องกับหุ้นจำนวนมากก็คงเหมือนกับการเกี่ยวข้องกับหญิงสาวของสุลต่าน  มันไม่มีความโรแมนติกเสียเลย 

วิธีการคัดเลือกหุ้นของผมก็เหมือนกับการคัดตัวหญิงสาวของสุลต่าน  ผมตั้งเกณฑ์เข้มข้นว่าหุ้นประเภทไหนบ้างที่ผมไม่สนใจและจะคัดออกจากการพิจารณา  สุลต่านกำหนดว่านางงามของตนนั้นต้องสูงอย่างน้อย 170 เซนติเมตร  หุ้นของผมอาจจะต้องเป็นหุ้นที่  โต”  หรือโตเร็ว  หุ้นที่กิจการไม่โตหรือจะเล็กลงในอนาคตผมจะตัดออก  อะไรทำนองนี้  ถ้าจะว่าไป  เกณฑ์ของผมคงจะเข้มงวดมาก  ผมคิดว่ามีหุ้นหลายร้อยตัวในตลาดที่ผมแทบไม่พิจารณาเลย  ผมทำได้  เพราะผมคิดว่า  ในตลาดหลักทรัพย์นั้น  ผมเป็นสุลต่าน”  ไม่ว่าหุ้นจะ สวยแค่ไหน  ก็ไม่มีสิทธิที่จะมาเลือกผม  ผมจะเป็นคนเลือกว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อมัน   เหนือสิ่งอื่นใด  ผมต้องการหุ้นแค่ 5- 6 เท่านั้นที่จะทำให้ผมประสบความสำเร็จในการลงทุน 

ประเด็นที่สำคัญสำหรับผมก็คือ  ผมจะต้องตระหนักตลอดเวลาว่า  ผมจะไม่ถูกหุ้น เลือก”   ความหมายก็คือ  หุ้นนั้นก็คงเหมือนหญิง 500 คนที่เสนอตัวให้สุลต่านเลือก   พวกหล่อนต้องแต่งตัวดีและยั่วเย้าเพื่อให้สุลต่านหลงเพื่อจะได้รับการเลือก   หุ้นจำนวนมากในตลาดหลักทรัพย์นั้น  เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับหญิงของสุลต่านที่พยายามยั่วให้คนมาซื้อ   นั่นคือ  ในทุก ๆ  วันจะมีหุ้นบางตัวมีราคาและปริมาณการซื้อขายที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างหวือหวา  และนั่น  ยั่ว”  ให้นักเล่นหุ้นสนใจเข้าไปร่วมซื้อขายอย่างไม่ได้พินิจพิจารณาเป็นอย่างดี  พวกเขาเข้าไปซื้อเพราะหวังกำไรอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ว่าที่จริงเขา  ถูกเลือก”  ให้เข้าไป  เล่น”  ในสถานการณ์แบบนี้  โอกาสที่จะได้  หุ้นงาม”  นั้นมีน้อย  แต่โอกาสที่จะเสียจะมีมากกว่า  น่าเสียดายที่คนเล่นหุ้นรายย่อยในตลาดนั้น  ส่วนใหญ่แล้ว  มัก ถูกเลือก”  มากกว่าเป็น  ผู้เลือก     



2 สิงหาคม  2554