วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

In Search of Super Stock



Value Investor ในเมืองไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือและยกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์  แต่น้อยคนที่จะทำตามวิธีการลงทุนของเขาที่เน้นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่ดีสุดยอดในราคาที่ยุติธรรมหรือที่เรียกกันว่า  Super Stock  เหตุผลคงเป็นว่า  ข้อแรก  Value Investor ในตลาดหุ้นไทยนั้นค่อนข้างจะเน้นในเรื่องของ ราคาซึ่งเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของการลงทุนแบบ Value Investment ที่เสนอโดย เบน เกรแฮม  ในขณะที่  คุณภาพของกิจการนั้น  นักลงทุนคิดว่าเป็น  ตัวประกอบ  พูดง่าย ๆ  ถ้าราคาหุ้น ไม่ผ่าน   ก็ไม่ต้องดูว่าคุณภาพเป็นอย่างไร  ข้อสอง  เหตุที่นักลงทุนไม่ชอบลงทุนในหุ้น Super Stock นั้น  เพราะไม่รู้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยม  ถ้าจะว่าไป  หลายคนก็ยังสงสัยว่าในเมืองไทยนั้นมีหุ้นที่เรียกได้ว่าเป็น Super Stock แบบในสหรัฐอเมริกาจริง ๆ  หรือเปล่า   และสุดท้ายก็คือ  Value Investor อาจจะคิดว่า  การหาหุ้นถูกซื้อแล้วขายทำกำไรเมื่อราคาหุ้นขึ้นแล้วก็เปลี่ยนไปหาหุ้นถูกตัวใหม่น่าจะสร้างผลตอบแทนดีกว่าการซื้อหุ้น Super Stock แล้วถือยาวแบบ บัฟเฟตต์

ผมคงไม่ถกเถียงว่าการลงแนวไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน  แต่จะพยายามตอบคำถามว่าจะมองหาหุ้นที่เรียกว่า Super Stock อย่างไร  และต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่ Super Stock มักจะเป็นหรือมีอยู่

ข้อแรก  Super Stock จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า  Durable Competitive Advantage [DCA] หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน  และความได้เปรียบนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก  โดยแหล่งของความได้เปรียบใหญ่ ๆ  อยู่ที่เรื่องของชื่อยี่ห้อที่โดดเด่น  และเรื่องของต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเนื่องจากกิจการมีขนาดที่เหมาะสมหรือมีขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากโดยที่คู่แข่งไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะเพิ่มขนาดของกิจการเพื่อให้มีต้นทุนเท่าเทียมได้  เรื่องของ DCA นี้  บ่อยครั้ง  นักลงทุนอาจจะวิเคราะห์ผิด  เอา  ความได้เปรียบชั่วคราว  มาเป็นความได้เปรียบที่ ยั่งยืน

ข้อสอง  หุ้นสุดยอดนั้น  จะต้องอยู่ในช่วงของ  Virtuous Circle  หรือ วงจรแห่งความรุ่งเรือง  นั่นก็คือ  ในกระบวนการเติบโตของบริษัทนั้น   ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นไปอีก  เช่นต้นทุนลดลงไปอีก  ในเวลาเดียวกัน  สินค้าและบริการกลับดีขึ้นและช่วยเร่งการเติบโตของยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น  เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก  นั่นคือ  ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก  และบริษัทอยู่ในสถานะที่จะ ยึดครองตลาดนั้นได้  พูดง่าย ๆ  เราสามารถมองคร่าว ๆ  ได้ว่าในอนาคตระยะยาว  บริษัทน่าจะสามารถมียอดขายได้ค่อนข้างสูงกว่าปัจจุบันมาก  และยอดขายนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นทวีคูณ

ข้อสี่  การเติบโตของบริษัทที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจเป็นเลขสองหลัก  คือมากกว่า 10% เกือบทุกปี โดยที่ยอดขายไม่เคยลดลงเลยแม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดวิกฤติ เช่นเดียวกัน  กำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ในอัตราใกล้เคียงกับยอดขายหรือดีกว่า

ข้อห้า  บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานดีมาก  กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงในหลักเกิน 15-20% ต่อปี โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก  หนี้ที่มีอยู่สามารถชดใช้ได้ด้วยกำไรจากการดำเนินงานไม่เกิน 5 ปี

ข้อหก  บริษัทมี  Cash From Operation หรือเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจดีมาก  และเมื่อบริษัทจะขยายงานก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักเทียบกับยอดขายหรือกำไรที่จะได้รับจากการลงทุนใหม่นั้น

ข้อเจ็ด  ผู้บริหารมักจะ  เก่งและได้รับการกล่าวขวัญถึงมาก  พนักงานของบริษัทมักจะ ดีและมี ความสุขเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นทั่ว ๆ  ไป

ข้อแปด  หุ้น  Super Stock นั้น  มักจะไม่เคยมีราคา  ถูกยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่บริษัทอาจประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงหรือในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ   ค่า PE ของ Super Stock ในระดับ 20 เท่า นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับศักยภาพของกิจการในอนาคต  และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสุดยอด  เพราะเขาเคยชินกับการลงทุนในหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 10 เท่า

ทั้งหมดนั้นก็เป็นคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Super Stock  แน่นอนใน Super Stock เองก็มีดีกรีที่ไม่เท่ากัน  บางบริษัทอาจจะดีกว่าอีกบริษัทหนึ่ง   และที่ชัดเจนก็คือ  บริษัทในประเทศไทยนั้นไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้กับ Super Stock ในอเมริกาซึ่งมีศักยภาพคลุมไปทั้งโลก  อย่างไรก็ตาม  มูลค่าของกิจการหรือ Market Cap. ของบริษัทในอเมริกาก็ใหญ่จนเทียบไม่ได้กับบริษัทไทย  ดังนั้น  เวลาพูดถึง Super Stock ในตลาดหุ้นไทยเราก็ต้องเข้าใจว่าเป็นบริษัทระดับไหน

Value Investor หลายคนอาจจะไม่สนใจที่จะลงทุนในหุ้น Super Stock  แต่การเรียนรู้เรื่องของ  คุณสมบัติของบริษัทนั้นก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยในการที่จะช่วยเป็น  ตัวประกอบ  ในการเลือกหุ้นลงทุน  นั่นก็คือ  หลังจากพบหุ้นที่  ราคาถูก  เข้าเกณฑ์ที่จะซื้อแล้ว  ก็ควรดูถึงคุณสมบัติว่าบริษัทน่าจะอยู่ในระดับไหน  ถ้าทำได้แบบนี้  ราคาก็จะไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะซื้อ  สิ่งที่ถูกต้องมากกว่าอาจจะเป็นว่า  ไม่ได้ซื้อหุ้นที่ราคาถูกที่สุด  แต่เป็นราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณสมบัติของบริษัท

 1  กุมภาพันธ์  2553

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

เล่นหุ้นหลังปีทอง



            ปี 2546 เป็น ปีทองของตลาดหุ้น  เช่นเดียวกัน  มันเป็น ปีทองของการลงทุนของผมด้วย  เพราะผมได้ผลตอบแทนเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในปีเดียว   ปี 2552 เป็นปีที่ประวัติศาสตร์ ซ้ำรอย    คือมันเป็นปีทองของตลาดหุ้นและเป็นปีทองของผมอีกครั้งหนึ่ง  แน่นอน  ผมดีใจ  แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2547 ซึ่งเป็นปี หลังปีทอง  ผมก็รู้สึกกังวลกับการลงทุนในปี 2553 ซึ่งเป็นปีหลังปีทองเหมือนกัน   เพราะในปี 2547 นั้น  ดัชนีตลาดหุ้นตกลงไปถึงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์  แต่ที่แย่กว่าก็คือ  พอร์ตการลงทุนของผมนั้นลดลงถึงเกือบ 30%   ถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง  ปี 2553 นี้ก็อาจจะไม่ใช่ปีที่ดีของผม  และโดยความเชื่อส่วนตัวผมก็ไม่มองโลกในแง่ดีสำหรับการลงทุนในปีนี้   เพราะผมคิดว่าตลาดหุ้นในปี 2553 นั้นอาจจะไม่สดใสเหมือนปี 2552  เหตุผลนั้นมีหลายเรื่อง

เรื่องแรก  อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องทาง  เท็คนิค  นั่นก็คือ ในปี 2552 นั้น  เมื่อเริ่มต้นปีดัชนีตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำมากเพียงสามร้อยกว่าจุด  และถ้าเราพิจารณาว่าตลาดหุ้นนั้นตั้งมากว่า 30 ปี  แต่ราคาหุ้นจากร้อยจุดขึ้นมาเป็นแค่สามร้อยกว่าจุด  เท่ากับว่าราคาหุ้นขึ้นมาเฉลี่ยเพียงปีละ 3-4%  แทบจะไม่คุ้มกับอัตราเงินเฟ้อ  ดังนั้น  หุ้นก็ดูเหมือนว่าจะไปได้ทางเดียวนั่นคือ  ขึ้น  และหุ้นก็ขึ้นมาจริง ๆ  อย่างแรงในปี 2552  แต่เหตุการณ์ในตอนเริ่มปี 2553 นั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น  ดัชนีหุ้นได้ขึ้นมาสูงในระยะเวลาอันสั้น  โอกาสที่หุ้นจะ  หยุดพัก  หรือปรับตัวลงบ้างก็น่าจะมี  ดังนั้น  ความไม่แน่นอนของผลตอบแทนในปี 2553  ก็น่าจะมีสูงพอสมควร

เรื่องที่สอง  ในปี 2552 ค่า PE  ซึ่งบอกถึงความถูกความแพงของตลาดหุ้นนั้นค่อนข้างต่ำ  อาจจะอยู่ที่ 7-8 เท่า  การที่หุ้นมีราคาถูกนั้น  มองในมุมของ Value Investor แล้ว  การลงทุนก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำกำไรสูงและมีความเสี่ยงต่ำ  แต่พอถึงปี 2553  ค่า PE ของตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาที่ประมาณ 12-13 เท่า  ซึ่งในตลาดหุ้นไทยแล้วก็ไม่ถือว่าหุ้นโดยเฉลี่ยมีราคาถูกอีกต่อไป  ดังนั้น  การลงทุนในปี 2553 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำกำไรแบบปี 2552

เรื่องที่สาม  สถานการณ์แวดล้อมในระดับโลกในปี 2552 นั้นอยู่ในสภาพ  เลวร้ายที่สุดในช่วงหลายสิบปีในเมืองไทยเองนั้น  นอกจากผลกระทบที่มาจากโลกแล้ว  เรายังมีปัญหาการเมืองที่รุนแรงภายในประเทศด้วย  ดังนั้น  รัฐบาลของทุกประเทศจึงต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจนเหลือเกือบศูนย์เปอร์เซ็นต์  นี่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ เลวร้าย  มาก   แต่มองแบบ Value Investor ผมกลับเห็นว่านี่คือ โอกาส  เพราะการที่ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ที่สุดแล้ว  มันก็มีทางไปทางเดียว  นั่นคือ  มันจะต้อง ดีขึ้น   แต่เมื่อเริ่มปี 2553  เศรษฐกิจที่เลวร้ายก็เริ่มฟื้นตัว  บางประเทศค่อนข้างแรง  หลายประเทศเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ   โลกกำลังพูดถึงการลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบของรัฐบาล   ในขณะเดียวกัน  นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะไปได้ด้วยตนเองจริง ๆ  หรือยัง   ความไม่แน่นอนมีอยู่  เศรษฐกิจอาจจะฟุบลงไปใหม่อย่างที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤติครั้งก่อน ๆ  ดังนั้น  การเล่นหุ้นในปี 2553 จึงมีทั้งโอกาสที่หุ้นจะขึ้นและลง

สุดท้าย  ก็มาถึงเรื่องของพื้นฐาน นั่นคือ  กำไรของบริษัทจดทะเบียน  ในตอนเริ่มปี 2552 นั้น  มองย้อนกลับไปที่ผลประกอบการของปี 2551 ก็จะพบว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนตกต่ำลงโดยเฉพาะในไตรมาศสุดท้ายของปี 2551  เหตุผลก็คือ  บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต่างก็ขาดทุนจากการที่มูลค่าของสินค้าคงคลังมีราคาลดลง  เช่น  น้ำมันดิบมีราคาลดลงจากที่เคยเป็น 140 เหรียญต่อบาเรลเหลือเพียง 40 กว่าเหรียญ  เช่นเดียวกับราคาปิโตรเคมีหลาย ๆ  อย่าง   แต่ถ้ามองต่อไป  ความเสี่ยงที่ราคาสินค้าจะลดลงต่อนั้นก็มีน้อยมาก   ตรงกันข้าม  โอกาสที่ราคาโภคภัณฑ์เหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นมีมากกว่าและนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2552 ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มกลับขึ้นมาเป็น 70-80 เหรียญต่อบาเรลในตอนสิ้นปี 2552 ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมาก

แต่ปี 2553 นั้น  สถานการณ์ไม่แน่นอนแล้ว   เพราะราคาน้ำมันและปิโตรเคมีอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำ  โอกาสที่ราคาจะขึ้นนั้นอาจจะพอ ๆ  กับที่ราคาจะลง  ดังนั้น  กำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีในปี 2553 จึงไม่แน่นอนเหมือนปี 2552 ที่ดูเหมือนว่าจะมีแต่ทางขึ้นทางเดียว   ความไม่แน่นอนของกำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในปี 2553 ทำให้ผมไม่มั่นใจว่าดัชนีตลาดหุ้นของไทยจะวิ่งไปทางไหน  สิ่งที่ผมคิดก็คือ  โอกาสที่บริษัทจะมีกำไรก้าวกระโดดอย่างในปี 2552 น่าจะน้อย
 
ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่กล่าวมาทำให้ผมไม่มองโลกในแง่ดีนักสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในปีนี้   และถ้าจะซื้อหุ้น  ผมก็จะเปลี่ยน  โหมด  การลงทุนจากที่เคยเน้นหุ้นที่อาจจะ หวือหวา  ที่ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นลงรวดเร็วในปี 2552   มาเป็นหุ้นที่ค่อนข้างมั่นคงและสามารถรักษาระดับการจ่ายปันผลในอัตราที่ดีอย่างต่อเนื่องแทน   เป้าหมายสำคัญสำหรับการลงทุนในปี 2553 ของผมก็คือ  พยายามรักษาความมั่งคั่งที่ได้มาอย่างรวดเร็วในปี 2552 ไว้   และไม่หวังผลเลิศในปี 2553   แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะขายหุ้นทิ้งแล้วถือเป็นเงินสดไว้   เพราะเงินสดนั้นให้ผลตอบแทนน้อยมากเพียง 1-2 %  ในขณะที่การลงทุนในหุ้นนั้น  เฉพาะปันผลก็ 3-4%  เข้าไปแล้ว   เหนือสิ่งอื่นใด  ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมคิดไว้นั้นถูกจริงหรือเปล่า  มันอาจจะมีปัจจัยอย่างอื่นที่เราคิดไม่ถึงเข้ามากระทบและกลบสิ่งที่เราคิดไว้ทั้งหมดได้  ดังนั้น  ข้อสรุปของผมก็คือ  Stay Calm, Stay Invest ใจเย็นและลงทุนต่อไป  เพียงแต่ต้องระมัดระวังมากขึ้นและไม่หวังผลเลิศ

25  มกราคม  2553

Bill Gross



ชื่อของ Bill Gross นั้น  ในแวดวงนักลงทุนของไทยคงมีคนรู้จักน้อย   แต่ในสหรัฐนั้น  เขาเป็น มือหนึ่งในด้านการลงทุนในตลาดเงินและตราสารหนี้   กองทุน PIMCO หรือ Pacific Investment Management Co. ที่เขาช่วยก่อตั้งขึ้นกลายเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก   Bill Gross เองต้องดูแลรับผิดชอบบริหารเงินกว่า 200 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 6 ล้านล้านบาทซึ่งมากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลไทยหลายเท่า  มีการทำโพลเมื่อเร็ว ๆ  นี้ในแวดวงของนักการเงินพบว่า  Bill  Gross เป็นรองเพียง  วอเร็น บัฟเฟตต์  เท่านั้นในฐานะที่เป็นคนที่สามารถคาดการณ์และวิเคราะห์ภาวะตลาดการเงินในโลกได้แม่นยำที่สุด

ผมคงไม่พูดถึงกลยุทธ์การลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ของ บิล กรอส  เหตุผลก็คือ  ผมไม่รู้ว่าเขาทำอย่างไร  นอกจากนั้น  การลงทุนในตราสารหนี้นั้น  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการดูภาพใหญ่หรือภาพ  Macro ในภาษาทางเศรษฐศาสตร์  ถ้ามองภาพใหญ่ออก   การซื้อขายพันธบัตรหรือตราสารหนี้ก็ทำได้ไม่ยาก  เพราะสูตรทางคณิตศาสตร์ก็จะบอกให้รู้ว่าราคาของพันธบัตรจะวิ่งไปทางไหน  แต่สิ่งที่ผมจะพูดถึงก็คือประวัติ  แนวความคิด และวิธีทำงานของเขา  ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับการลงทุนของ Value Investor มากกว่า

บิล กรอส เริ่มชีวิตของการเป็นนักลงทุน  ถ้าจะว่าไป   จากการ  นับไพ่ในบ่อนกาสิโนที่ลาสเวกัส  นั่นคือในช่วงที่เขายังเป็นวัยรุ่นหลายสิบปีมาแล้วที่คนยังไม่ค่อยรู้ว่าการ  นับไพ่นั้น   ถ้าเรารู้เรื่องความน่าจะเป็นทางสถิติ  เราจะสามารถเอาชนะเจ้ามือได้  บิล กรอส สามารถทำเงินจาก 200 เหรียญกลายเป็น 10,000 เหรียญจากบ่อนก่อนที่จะถูกเกณฑ์เป็นทหารไปรบในสงครามเวียตนาม  แต่ในระหว่างนั้นเขาก็เริ่มคิดไปข้างหน้าว่าในโลกของผู้ใหญ่นั้น   จะมีที่ไหนที่เขาจะสามารถทำแบบเดียวกัน  นั่นคือ  ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์  เล่นเป็นเกม  แล้วได้กำไร  สิ่งที่เขาพบก็คือ  ที่ตลาดหุ้น  

อย่างไรก็ตาม  สุดท้ายมันกลายเป็นตลาดพันธบัตรที่ทำให้เขาสามารถทำกำไรหรือสร้างผลตอบแทนอย่างโดดเด่นและทำให้เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ  ของโลกของการลงทุนโดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้  ผลงานของ บิล กรอส ก็คือ  เขาสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงสิบปีนับถึงปี 2007 ได้ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ต่อปีและชนะอัตราเฉลี่ยของตลาดถึง 5.25%  ในช่วง 3 ปีสุดท้าย           

ในความคิดของ บิล กรอส เขาบอกว่า  ผู้จัดการกองทุนที่ยิ่งใหญ่นั้นจะต้องเป็นนักคณิตศาสตร์ หนึ่งในสาม  เป็นนักเศรษฐศาสตร์หนึ่งในสาม  และเป็นนักเล่นพนันม้าแข่งอีกหนึ่งในสาม  การเป็นนักคณิตศาสตร์นั้น   ผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการลงทุนในพันธบัตร  เพราะการคำนวณราคาที่เหมาะสมของพันธบัตรนั้นต้องใช้สูตรการคำนวณที่ซับซ้อนมากไม่ได้มีตัวเลขง่าย ๆ  ที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเช่นค่า PE ในกรณีของหุ้น  

ส่วนการเป็นนักเศรษฐศาสตร์นั้น  ในกรณีนี้ส่วนใหญ่แล้วต้องเป็นเศรษฐศาสตร์มหภาคที่จะช่วยให้รู้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะไปทางไหน  ซึ่งในกรณีของหุ้นนั้น  เราจำเป็นต้องรู้เศรษฐศาสตร์โดยรวมมากกว่าสุดท้ายก็คือ  การเป็นนักเล่นพนันม้าแข่ง  ในกรณีนี้ผมคิดว่าเหมือนกันทั้งในการลงทุนในตราสารหนี้และในหุ้น   เหตุผลก็คือ  ในการซื้อพันธบัตรหรือหุ้นนั้น  ไม่ใช่ว่าเราจะมองที่ตัวบริษัทหรือคุณภาพของบริษัทเพียงด้านเดียว  แต่เราต้องดูถึงราคาที่ซื้อขายกันด้วยว่ามันคุ้มไหมที่จะ  แทง  เพราะม้าดี  อัตราการจ่ายรางวัลก็มักจะต่ำ  เช่นเดียวกัน  หุ้นดีหรือบริษัทที่ออกตราสารหนี้มีฐานะการเงินดี  ราคาหุ้นหรือตราสารหนี้ก็มักจะสูง  ดังนั้น  คนที่จะชนะในการพนันม้าและคนที่จะชนะในการพนันหุ้นหรือตราสารหนี้ก็จะต้องรู้จักความน่าจะเป็นของการชนะและอัตราการต่อรองเหมือนกัน

วิธีการทำงานของ บิล กรอส เองก็น่าสนใจ   เขาบอกว่าทุกวันตั้งแต่ 8.30 ถึง 10.00 น.  เขาจะเล่นโยคะและออกกำลังกายที่คลับที่อยู่ตรงกันข้ามกับที่ทำงาน  และเป็นที่รู้กันว่าเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เป็น สวรรค์ของเขาที่ไม่ต้องการให้ใครมารบกวนเลย  ที่ผ่านมาเขาเคยถูกเรียกให้กลับไปที่ห้องซื้อขายหลักทรัพย์เพียง 2-3 ครั้งเท่านั้นซึ่งรวมถึงในช่วงวัน  Black Monday ที่ตลาดถล่มทลายในปี 1987 ด้วย  เวลาที่เขาออกกำลังกายหรือเล่นโยคะนั้นเป็นเวลาที่เขาใช้คิดถึงการลงทุนต่าง ๆ  ด้วย   และเขาบอกว่าไอเดียดีที่สุดบางอย่างของเขานั้น  เกิดขึ้นเมื่อเขายืนอยู่บนศีรษะและขาชี้ฟ้าอยู่ 
ชีวิตประจำวันอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ  บิล กรอส  ตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง  และตรวจสอบตลาดการเงินและเศรษฐกิจทั่วโลกจากคอมพิวเตอร์ที่บ้าน  เขาถึงที่ทำงานประมาณตีห้าครึ่งเพื่อที่จะบริหารเงินจำนวนมหาศาลด้วยตนเอง  คติพจน์ของเขาก็คือ  เขาไม่ต้องการติดต่อกับใครเลย  เขาต้องการตัดการติดต่อกับทุกคน  เขาจะรับสายเพียง 3-4 ครั้งต่อวัน ยกเว้นภรรยาของเขา  และเขาจะดูอีเมล์เฉพาะที่เขาต้องการจะดูเท่านั้น  ที่สำคัญ  เขาไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ  ถ้าจะสรุปก็คือ  เขาต้องการความเป็นอิสระที่จะไม่มีอะไรมาทำให้วอกแวกได้  และนี่น่าจะเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของการเป็นนักลงทุนโดยเฉพาะในการเทรดพันธบัตรหรือตราสารหนี้ที่มักจะต้องมีสมาธิสูงและต้องการความรวดเร็วมากในการ  เคลื่อนย้ายเงิน  จำนวนมโหราฬในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่จะทำให้ได้ชัยชนะ  และนี่อาจจะไม่เหมือนการลงทุนในหุ้นในสไตล์ของ Value Investment ที่มักจะออกแนวช้า ๆ  

อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่เหมือนกันก็คือ  คุณต้องการความเป็นอิสระในการคิดเหมือนกันแน่นอน  บิล กรอส คงไม่ได้เป็น  ตำนาน  โดยที่ไม่ได้ผ่าน  วีรกรรม  สำคัญ    เช่นวิกฤติการณ์ ซับไพร์ม หรือวิกฤติการณ์อื่น ๆ  อีกหลายอย่าง  เขาผ่านมันมาได้อย่างงดงามด้วยการที่สามารถคาดการณ์และวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นและเตรียมตัวในการรับกับมันให้ได้  และนั่นอาจจะเป็นเงื่อนไขหรือปัจจัยสำคัญในการที่จะยิ่งใหญ่และดำรงความยิ่งใหญ่ให้กับเซียนตัวจริงทุกคน  

และนี่ทำให้ผมนึกถึง  Long Term Capital Fund ที่เคยเป็นกองทุนที่เล่นในตลาดตราสารหนี้ที่เคยยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงมากไม่แพ้ Pimco  แต่แล้ว  ในวันหนึ่งมันก็ล่มสลายลงพร้อม ๆ  กับความยิ่งใหญ่ของคนที่บริหารมัน  ผมก็ได้แต่หวังว่า  บิล กรอส  ในวัยกว่า 60 ปีจะจบชีวิตการลงทุนในฐานะของเซียนสุดยอดการลงทุนในพันธบัตรในอนาคตที่อาจจะไม่ไกลนัก  เพราะ นักเทรดนั้น  ปกติแล้วเป็นเรื่องยากที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงเมื่ออายุมากขึ้น

18  มกราคม  2553